 "เอาเข้าจริงๆ แล้ว ในสังคมไทยนั้นเต็มไปด้วยผู้หญิงแพศยาและอยากจะแพศยาเยอะแยะไปหมด แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่มีคำอธิบายที่ลึกซึ้งพอที่จะให้ผู้หญิงแพศยาปรากฏตัวในงานวรรณกรรมอย่างสง่าผ่าเผย"
กระทู้ดอกทอง เป็นงานเขียนรวมเล่มจากคอลัมน์ชื่อเดียวกันนี้ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เนื้อหาบอกไว้ท้ายเล่มว่าเป็นความ "ต้องการสืบค้นหาที่มาของแบบฉบับผู้หญิงในอุดมคติของสังคมไทยโดยผ่านการอ่านนวนิยายที่เรียกกันว่าเป็นนวนิยายน้ำเน่า" ในเล่มนี้ คำ ผกา จึงได้ยกนวนิยายหลายเล่มมาพิจารณา โดยมองทั้งในปี พ.ศ. ที่เขียน มองด้านการเมืองการปกครอง สังคม ชนชั้น เพศและความสัมพันธ์ทางเพศ จริยธรรม ศีลธรรม และอิทธิพลของงานวรรณกรรมต่างประเทศที่มีผลต่อตัวละครของนิยายไทย เราจึงเห็นนางเอกแบบต่างๆ หลายรูปแบบ รวมทั้งนางเอกดอกทองที่ผู้เขียนยกตัวอย่างไว้ เช่น เอิง ใน มุมปากโลก ทองประกาย ใน ทองประกายแสด และ รส จาก ความรักครั้งสุดท้าย
เพียงเท่านี้ก็มากพอจะทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ ยังมิต้องนับในข้อที่ว่า คำ ผกา เผยแง่มุมความคิดของเธอได้ตรงไปตรงมาอย่างแสบสันต์ ทำให้อ่านได้สนุกนัก หากเปรียบรสชาติการเขียนของเธอเป็นอาหาร ก็เป็นอาหารรสจัด ลองดูตัวอย่างที่เธอเขียนถึงคุณหญิงกีรติใน ข้างหลังภาพ ว่าเป็นไก่แก่แม่ปลาช่อน ที่ความรักอันเป็นปรารถนาของเธอนั้นต้องกอปรด้วยความเงี่ยน/กระสัน เรียกได้ว่าเธอสลายภาพนางเอกของคุณหญิงอย่างไม่มีชิ้นดี ซึ่งผู้เขียนได้กระทำดุจเดียวกันนี้กับนางเอกอีกหลายคน
และน่าจะเป็นเพราะการแสดงความเห็นอย่างจริงใจเช่นนี้เอง ที่ทำให้คอลัมน์นี้เป็นที่ "อื้อฉาว" ตั้งแต่ก่อนรวมเล่ม (ดังที่หน้าปกได้ลงไว้) ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเธอจำนวนหนึ่งย่อมโกรธเคืองและสรรเสริญเธอไปตามทางของตนเอง ในฐานะที่เป็นเพียงแต่ผู้รับรู้จึงสนใจอยากทราบนักว่าข้อเขียนชิ้นนี้จะหนักหนาอันใด และเมื่อได้อ่านแล้ว ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนทุกข้อไป แต่เวลาที่รู้สึกไม่เห็นด้วยนั้น แทนที่จะนึกเคือง คำ ผกา ผู้อ่านสามัญคนนี้กลับนึกอยากอ่านหนังสือเล่มที่เป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยอยากรู้ว่าความเห็นของเรานั้นยังหนักแน่นดีอยู่หรือไม่ และประเด็นที่คำ ผกา ว่าไว้นั้นมันมีสาระจริงหรือไม่อย่างไร
ความคิดเห็นที่แตกต่างนี่เองที่ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก และปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายประเด็นที่ผู้เขียนพูดถึงนั้นเป็นความจริงแท้ในปัจจุบัน เช่นนวนิยายไทยหลายเล่มยังใช้พล็อตเรื่องแสนเชย บรรยายอวัยวะของตัวละครด้วยคำพรรณนาน่าเบื่อหน่าย และยังดำเนินรอยตามขนบของนวนิยายไทยรุ่นโบราณอย่างไม่มีผิดเพี้ยน คำ ผกา บอกไว้ว่า "น่าชื่นใจว่านวนิยายตลาดล่างไทยนั้นได้ก้าวหน้าไปในทางที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ยังเหลือแต่นวนิยายของคนชั้นกลาง อย่างนวนิยายของนักเขียนบางคน ที่ยังไม่ยอมหลุดพ้นจากวังวนน้ำเน่าแบบวิกตอเรียนเสียที"
ความน้ำเน่าของนวนิยายนั้นตัดสินกันอย่างไร คำ ผกา ไม่ได้บอกเราไว้ แต่พอจะประมวลได้ว่านวนิยายน้ำเน่าของคำ ผกา คือนวนิยายที่อยู่ในโลกกึ่งฝัน มีพล็อตเรื่องเชยอย่างพระเอกนางเอกไม่ชอบหน้ากันทีแรก แต่ต้องตกในสถานการณ์ที่จำใจอยู่ด้วยกัน เช่นปลอมตัวเป็นแฟนกัน เป็นสามีภรรยา พระเอกต้องปลอมตัวเป็นผู้หญิง นางเอกต้องปลอมตัวเป็นกระเทยฯลฯ เป็นนวนิยายที่พูดถึงการพบรักและสรรหาสามีของนางเอก หรือการสู้รบระหว่างลูกสะใภ้กับแม่ผัว เป็นนวนิยายพาฝันที่เชื่อมโลกของชนชั้นสูงกับโลกของชาวนาและผู้ใช้แรงงาน เช่นนางเอกสวยแสนจนได้พบรักกับพระเอกหล่อรวย เป็นนวนิยายน้ำเน่าโรแมนซ์หวานแหวว ตัวอิจฉาในเรื่องพวกนี้มักจะสวยฉูดฉาดแต่ไม่ค่อยฉลาด
การออกมาวิจารณ์วรรณกรรมน้ำเน่าอย่างเป็นรูปแบบนั้นไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ในต่างประเทศนั้น นวนิยายน้ำเน่าถูกมองข้ามไปจากนักวิจารณ์ ด้วยความคิดทำนองที่ว่า จะพูดถึงไปก็ไม่มีประโยชน์ นวนิยายเช่นแนวโรแมนซ์นั้นถูกจำกัดให้ต้องจบลงด้วยดี และด้วยนวนิยายรักนั้นไม่ใช่เรื่องสยองขวัญลึกลับ ดังนั้นตัวเอกตัวร้ายย่อมเปิดเผยแต่แรก นวนิยายรักมักไม่ทำให้คนอ่านสับสนว่าใครคือพระเอกหรือผู้ร้าย ความคาดหวังของคนอ่านย่อมสร้างกรอบต่อผู้เขียนไม่ให้ดำเนินเรื่องได้ต่างไปจากพล็อตเก่าๆ ดังนั้นการจะวิจารณ์หนังสือแนวเช่นนี้ก็ออกจะไม่เป็นธรรมต่อผู้เขียน ในนวนิยายไทยนั้น งานวิจารณ์นวนิยายที่ได้รับการอ่านในวงกว้าง ก็มักกล่าวถึงวรรณศิลป์ในงานเขียนและศีลธรรมความดีในเนื้อเรื่อง แต่เราจะไม่ได้อ่านการหยิบนวนิยายมาพูดถึงในทีท่าของคำ ผกา อย่างในเล่มนี้บ่อยนัก
คำ ผกา หยิบนวนิยายน้ำเน่ามาวิเคราะห์ในตัวละคร โดยที่ท้ายเล่มนี้บอกไว้ว่า "นวนิยายน้ำเน่านั้นไม่ได้ไร้สาระ ... แต่มันเป็นงานวรรณกรรมที่ซุกซ่อนนัยการเมือง สังคม และวัฒนธรรมได้อย่างสำคัญ" ซึ่งเธอก็แสดงให้เห็นแง่มุมที่ว่านี้ได้จริงจัง หนังสือที่เธอหยิบมาพูดถึงนั้นไม่จำเป็นว่าเธอต้องชื่นชอบเสมอไป หลายเล่มในนี้เธอก็บอกตรงๆ ว่าน่าเบื่อ เช่น เรื่องของเกด, จดหมายถึงดวงดาว, สืบลับรหัสรัก แต่ประเด็นของเธอไม่ได้อยู่ที่ความโดดเด่นของเนื้อเรื่อง ไม่ได้อยู่ที่คุณความดีทางการเขียน แต่อยู่ที่ตัวละครและแนวคิดเป็นเบื้องหลังของเรื่องนั้น ไม่ว่าผู้เขียนนวนิยายจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที
ผู้เขียนออกตัวว่าเป็นดอกทองอยู่บ่อยครั้ง และวิพากษ์งานเล่มนี้ตามมุมมองของดอกทองที่ "จัดอยู่ในข่ายหญิงอัปลักษณ์" ที่เป็นคนบ้านนอก เป็น "ประชาชนชั้นล่าง" มุมมองของผู้วิเคราะห์จึงค่อนไปทางทนไม่ได้กับผู้หญิงแนวนางเอกไทยที่มักเป็นกุลสตรี "สวย ดี เก่ง ไม่แรด และดื่มแต่น้ำส้มวันยังค่ำ" "สุภาพ อดทน หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี" อ่อนหวานน่ารัก เรียบร้อย เอื้อเฟื้อ ฉลาดเฉลียว จิตใจงาม ไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ไม่ค่อยปรากฏว่ามีอาชีพแน่ชัด เธอว่าไว้ได้ตรงอย่างยิ่งว่า "นางเอกดีๆ ส่วนใหญ่ชอบเก็บพรหมจารีไว้ขายทีเดียวแพงๆ ในนามของการรักนวลสงวนตัว"
"เจ้าชู้ค่ะ แต่บาคิดว่าบาจะเจ้าชู้เมื่อยังไม่แต่งงานเท่านั้น ถ้าแต่งแล้ว เลิกเด็ดขาดเลย แม่เองเป็นคนบอกบาว่า ผู้หญิงนี่ยิ่งแต่งยิ่งขาดทุน ถ้าแม่ไม่แต่งงานกับฝรั่งก็หาคนไทยดีๆ แต่งไม่ได้แล้ว เพราะช้ำมาหลายหน ไม่มีใครเห็นค่า" (หน้า ๕๑ ปูนปิดทอง, กฤษณา อโศกสิน)
เธอพูดถึงผู้หญิงที่แต่งงานหลายๆ หนว่า "ช้ำ" ปกติคำว่า "ช้ำ" นั้นมักจะให้ภาพเราเกี่ยวกับส่วนที่เป็น "ร่างกาย" เสมอ ความ "ช้ำ" จากการแต่งงานอันเป็นที่น่ารังเกียจในที่นี้นั้น ก็คงหนีไม่พ้นความ "ช้ำ" เพราะผ่านมือมาหลายมือนั่นเอง ไม่ใช่อะไรเลย ดอกทองอย่างฉันอดจะเอามือลูบคลำตัวเองไม่ได้ว่า "ช้ำ" อย่างที่เขาว่าจริงหรือไม่ ถ้ามัน "ช้ำ" จริงอย่างที่นวนิยายเรื่องนี้ว่า ฉันคงต้องหาแต่ผัวฝรั่งอย่างเดียว เห็นทีจะต้องไปซื้อหนังสือครูเคทมาอ่านเสียแล้ว ใครมีผัวมาหลายๆ คนให้ไปฝึกภาษาอังกฤษแต่เดี๋ยวนี้ เอาไว้หาผัวฝรั่ง เพราะคนไทยที่ดีๆ เขาไม่เอา แยบยลจริงๆ อะไรไม่ดีเราเอาไปป้ายคนนอกไว้ก่อน ไม่รู้จะป้ายอะไรก็ป้ายฝรั่ง ผู้หญิงไทยที่ไม่ดีก็ส่งไปให้เป็นเมียฝรั่งเสียเลย
-- จาก ปูนปิดทอง - อะไรเป็นปูน อะไรเป็นทอง (๒๕๒๓) หน้า ๑๖๗
ข้อเสียอยู่บ้างในเล่มคือการโปรยปกว่ารวมบทวิจารณ์วรรณกรรมแนวเฟมินิสต์ ที่ขัดแย้งกันเองกับบทตบท้ายเล่มว่า คอลัมน์นี้มิได้เปิดขึ้นมาเพื่อเป็นคอลัมน์วิจารณ์วรรณกรรม ทั้งความตั้งใจที่ผู้เขียนเสนอแต่แรกว่าเป็นการมองผู้หญิงในนวนิยายน้ำเน่า ก็ดูจะคลาดเคลื่อนไปเพราะหนังสือที่ปรากฏในเล่มไม่ได้เป็นนวนิยายน้ำเน่าเสมอไป (แม้แต่ในความคิดของผู้เขียนก็ตาม) เช่น ข้างหลังภาพ ที่คำ ผกา ก็กล่าวว่า "ห่างความเป็นน้ำเน่า" หรือรวมเรื่องสั้นอย่าง ประติมา มุมปากโลก รักสามขา หญิงสาวผู้ตกหลุมรักพระพุทธเจ้า ที่ไม่อาจนับได้ว่าเป็นนวนิยาย จึงยังไม่ต้องไปคิดถึงสถานะของน้ำเน่า ในเล่มยังมีหนังสือแปลอย่าง เอมมานูแอล และ พูลาน เทวี จึงทำให้หนังสือเล่มนี้มีความลักลั่นบางประการอยู่ จะบอกว่าหยิบนวนิยายน้ำเน่ามาพูดถึง ก็คงจะบอกไม่ได้อย่างเต็มปากนัก
แต่หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือดีที่ควรค่ากับการอ่าน เห็นหน้าปกน่าเกลียดอย่างนี้แล้วก็อย่าได้มองผ่านไปกระไรเลย (การออกแบบปกอาจตั้งใจสื่อความหมายการนำสิ่งที่หยาบคายและน่าเกลียดมาวางไว้ในที่สาธารณะอย่างเปิดเผย เพื่อให้เราพิจารณาดู เช่นเดียวกับชื่อเรื่องก็เป็นได้) เนื้อหาในนี้น่าสนใจ แม้จะออกตัวว่าเขียนโดยดอกทอง แต่ก็เป็นดอกทองที่มีความคิดน่าไปรับฟัง เราคงไม่พบดอกทองผู้ประเทืองปัญญาที่เขียนหนังสือดีเช่นนี้ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงอยากจะชักชวนให้ไปอ่านกันอย่างยิ่ง
หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกและมีแง่คิดแหลมคมที่มีคุณค่า เมื่ออ่านจบแล้วก็อดคิดไม่ได้อย่างที่ นพพร ประชากุล กล่าวไว้ในคำนำเสนอ ว่า "หวังว่า คำ ผกา จะกลับมาอ่านวรรณกรรมด้วยสำเนียง "ดอกทอง" ให้เราได้ฟังกันอีกในไม่ช้าไม่นาน"
เกี่ยวกับผู้เขียน คำ ผกา เป็นนามปากกาของ ลักขณา ปันวิชัย ใช้นามปากกาอื่นคือ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต, ปันคำ ณ ปันนา เกิดปี ๒๕๑๕ เกิดและโตที่เชียงใหม่ จบภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วเรียนต่อปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เกียวโต มีผลงานเขียน จดหมายจากเกียวโต (๒๕๔๕) จดหมายจากสันคะยอม (๒๕๔๖) ยำใหญ่ใส่ความรัก (๒๕๔๖) รักไม่เคยชิน (๒๕๔๗) ผลงานแปลคือ เซี่ยงไฮ้เบบี้ (๒๕๔๕)
"ใช้นามปากกาเยอะแยะไปหมดแบบนี้ เพราะรู้สึกสนุกที่จะเล่นกับตัวตนหลายตัวในร่างเดียว เวลาเป็น ฮิมิโตะ ก็จะเฉิ่ม ตลก เวลาเป็นคำ ผกา ก็จะเป็นผู้หญิงปากร้าย จัดจ้าน เวลาเป็น ปันคำ ณ ปันนา ก็จะเป็นอะไรที่เป็น fiction ล้วนๆ เป็นการ fictionalized ตัวเองน่ะค่ะ พอมาเป็นลักขณาก็เป็นกึ่งๆ นักวิชาการ ไว้เนื้อไว้ตัว ทีนี้ 'ลักขณา' เป็นใคร เป็นผู้หญิงที่เชื่อว่าตัวเองสวยและเซ็กซี่มาก เป็นผู้หญิงบ้ายอ ขี้โม้ อายุ 29 ปี"
-- บทสัมภาษณ์จาก Alternative Writers ฉบับที่ 26 ประจำเดือน มกราคม 2545
กระทู้ดอกทอง : คำ ผกา
ISBN 974-9639-14-6 แพรวสำนักพิมพ์ ๒๙๕ หน้า ราคา ๑๘๕ บาท
Copyright © 2003 faylicity.com
"ฉันไม่ได้ต่อต้านการถนอมเนื้อต้วของผู้หญิง อีกทั้งไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้หญิงสนุกอยู่กับถลุงเนื้อตัวร่างกายของตนเองไปในเกมรักเกมใคร่อย่างไม่มีที่สุด แต่ความอึดอัดคับข้องใจของฉันเมื่ออ่านนวนิยายที่เขียนขึ้นใน พ.ศ. นี้ โดยนักเขียนนวนิยายที่เราฝากความหวังเอาไว้ว่าเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ ยังคงเสนอภาพนางเอกนวนิยายได้ไม่ต่างจากนวนิยายที่เคยเขียนๆ กันมาเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อน"
กระทู้ดอกทอง . . . คำ ผกา
สารบัญ (เรียงตามปีที่พิมพ์)
ลูกผู้ชาย
บันไดแห่งความรัก
ข้างหลังภาพ : คุณหญิงกีรติผู้น่าสงสาร
หนามยอก - หนามบ่ง : ไม้ เมืองเดิม กับความรักของหนุ่มลูกทุ่ง (ไทย)
นอบ : ความรัก ประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์
ร. จันทพิมพะ : ความเข้มแข็งที่อ่อนหวาน
ชั่วชีวิตหนึ่ง
ระเด่น ตันหยง กุมารี ของ ส. ธรรมยศ
สี่แผ่นดิน : พื้นที่ภายในกับร่างกายต้องห้าม
ทุ่งมหาราช
ฉุยฉาย
จัน ดารา : อีโรติก จิตวิทยา ชาดก
ผู้ใหญ่ลีกับนางมา
เจ้าสาวของอานนท์ : ความน่าปรารถนาของเพศหญิง
นิกกับพิม : หมาเกลียดคอมมิวนิสต์
เรื่องของเกด : เฟมินิสต์ขี้แย
มณีดิน : กะหรี่ชาติไทย
ทองประกายแสด : ทองเนื้อดิบ
ความรักครั้งสุดท้าย : ชีววิทยาความรัก
ข้าวนอกนา : พี่รักน้องที่น้ำใจใช่ใบหน้า
มงกุฎหนาม : นิยามใหม่ของผู้หญิง
ถนนชีวิต : รักจะดอกทองต้องเข้มแข็ง
ผู้หญิงคนนั้น ... ชื่อเสลา
เอมมานูแอล : เสรีภาพตะวันออก
ปูนปิดทอง - อะไรเป็นปูน อะไรเป็นทอง
ทางสายที่สาม : 'เพศ' ที่ต้องเลือก
ทางไร้ดอกไม้ : ความคมในน้ำครำ
ปลาหนีน้ำ : ศีลธรรมที่หนีหาย
ทองเนื้อเก้า
หางเครื่อง : Material Girl
ชีวิตไม่ใช่นวนิยาย : ความจริงคือสิ่งที่ถูกขังไว้ในเงา
ไฟในดวงตา
เพรงกรรม
เนื้อใน
นางงามรอบสุดท้าย : ดอกไม้ของชาติ
จดหมายถึงดวงดาว
ดอกแก้วไกลสวน : ผู้หญิงเก่งหรือบ้า (อำนาจ)
สิงห์สาโท : การเยียวยานักอุดมคติ
ดงดอกเหมย : รักสหชนชาติ
หญิงสาวผู้ตกหลุมรักพระพุทธเจ้า : ร่วมรัก - รักร่วมเพศ
พระจันทร์แสนกล : กลเก่าๆ
ประติมา : ตัณหาว่าด้วยการหลุดพ้น
พูลาน เทวี นางพญาโจร
สืบลับรหัสรัก : พรหมจรรย์ในฐานะที่เป็นทุน
ดอกไม้กลางเมือง : นางฟ้าอวตาร
มุมปากโลก
สายแพศยา ในรักสามขา
ตบท้ายกระทู้ดอกทอง
|