|
นิยายแปลเรื่อง The Uninvited ดิ อันอินไวเท็ด นักข่าวผู้ไม่ได้รับเชิญในปักกิ่งยุคเงินคือพระเจ้า ของ เหยียนเกอหลิง สำนักพิมพ์แสงแดด ดอทไม่เคยอ่านเรื่องนี้แต่ใครชื่นชอบผู้เขียนก็อาจสนใจไปลองพลิกดู หนังสือดีพิมพ์ใหม่เรื่อง ยูโทเปีย โดย เซอร์ โธมัส มอร์ แปลโดย สมบัติ จันทรวงศ์ สำนักพิมพ์สมมติ ใครยังไม่อ่านเรื่องนี้ต้องบอกว่าอย่าพลาด แต่ก่อนซื้อให้ลองพลิกอ่านเนื้อหาส่วนแรก (จดหมายฉบับที่หนึ่งจากโธมัส มอร์) แล้วลองอ่านดูสักหน้าสองหน้าว่าอ่านรู้เรื่องหรือไม่ หากอ่านไม่รู้เรื่องหรืองงๆ เยอะ แสดงว่าเป็นฉบับพิมพ์ล็อตแรกที่มีปัญหาวรรคตอนผิดพลาด ให้ลองพยายามไปซื้อจากร้านหนังสืออื่นดู หรือผู้ซื้อล็อตนี้ไปสามารถส่งไปเปลี่ยนที่สำนักพิมพ์ได้ (ข้อมูลนี้บอกเล่าโดยคุณเวียง วชิระ บัวสนธ์) อาร์เธอร์กับจอร์จ บุรุษเบื้องหลังเชอร์ล็อกโฮล์มส์ กับคดีบันลือโลก แปลโดย นพมาส แววหงส์ สำนักพิมพ์มติชน สำหรับหนังสือภาพภาษาอังกฤษ ใครชอบผู้เขียน Persepolis อาจสนใจ Chicken with Plums (คนใจแข็งให้อดใจรอฉบับปกอ่อน ออกเดือนเมษายน 2552) และ Monsters are Afraid of the Moon หนังสือสำหรับเด็กเล็ก ผลงานใหม่ของ โยชิฮิโร ทัตสึมิ ออกแล้วชื่อ Good-bye และใครที่ชื่นชอบ Mary Roach ย่อมไม่อยากพลาดหนังสือบ๊องเรื่องใหม่ของเธอชื่อ Bonk: The Curious Coupling of Science and Sex
* กำหนดการ งานชุมนุมช่างวรรณกรรม ประจำปี 2551 จัดขึ้นวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคมนี้ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ เวลา 10.00 - 21.00 น. มีการมอบรางวัลนักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศแก่ ประกาศ วัชราภรณ์ * ปีนี้ข่าวการเมืองกลบข่าววรรณกรรมสนิท เมื่อแรกได้ยินคำว่า เราหลงลืมอะไรบางอย่าง ในข่าวรางวัลซีไรต์ ดอทยังเข้าใจไปว่านี่คือคำสารภาพจากใจคณะกรรมการตัดสินรางวัล ก่อนจะรู้ว่าเข้าใจผิดไปมาก ไปรู้จักผู้เขียน วัชระ สัจจะสารสิน จากบทสัมภาษณ์ในโพสต์ทูเดย์ * "ถ้าซีไรต์ไม่อยากให้รางวัลงานสารคดีก็ไม่เป็นไร แต่อย่าบอกว่างานสารคดีไม่ใช่งานเขียนเชิงสร้างสรรค์"
* ณ บ้านวรรณกรรมคะ คุณทำลายอรรถรสในการอ่านมงกุฏที่ไร้บัลลังก์ของลักษณาวดีจนหมดแล้วค่ะ จากพันทิพ นำมาให้อ่านเพราะประหลาดใจที่ยังเห็นกระทู้ลักษณะนี้อยู่ เพราะดอทเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปมานานแล้ว ในชีวิตนี้ดอทยังไม่กล้าซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์นี้จนบัดนี้เพราะเหตุคุณภาพการพิมพ์ที่อื้อฉาวมาไม่ต่ำกว่าสิบปี แต่กระทู้นี้ทำให้รู้ว่าเข้าใจผิดไป ดังนั้นใครที่ยังไม่ทราบ โปรดทราบไว้ด้วยจะได้ไม่คาดหวังอะไรผิดๆ ผู้ขี้เกียจอ่านกระโดดไปอ่านที่ความเห็น 233 ได้ * กระทู้เก่าแล้วแต่ยังชวนอ่านเช่นกัน ไม่รู้ว่าอ่านกันหรือยัง จ.ม. ที่คุณโบตั๋น เขียนลงมติชน อ่านแล้วก็สะท้อนสะท้านใจจริงๆ เรื่องการขออนุญาตตีพิมพ์ * เพิ่มเติมข้อมูลหนังสือ สีแดงสีดำ ของ Stendhal (สต็องดาล) แปลโดยอำพรรณ โอตระกูล จากสำนักพิมพ์สามัญชน จะเสร็จราวสิ้นปีนี้ หนังสือเรื่องนี้ไม่วางขายตามร้านค้า ต้องสั่งจองที่ 02-530-5198 หรือซื้อในเทศกาลลดราคาหนังสือ หนังสือเป็นปกแข็งหนา 1,000 หน้า ราคาจอง 1,000 บาท ราคาปก 1,250 บาท
ข่าวตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม คอลัมน์ชานชาลานักเขียนโดย วรรณฤกษ์ จาก คมชัดลึก รายงานว่านิตยสารวรรณกรรมและงานวิจารณ์ของเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ตั้งชื่อแล้วว่า CLIP (Critical Literature for Idiot People) !!!!! ดอทเห็นชื่อแล้วอึ้งว่าเอาจริงเหรอเนี่ย พลางภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้มีใครได้สติและเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ เวียง วชิระ บัวสนธ์ ตั้งข้อสังเกตว่ายุคนี้เป็นยุคที่มีนิตยสารวรรณกรรมเกิดขึ้นมีอยู่มากที่สุด เช่น วารสารหนังสือใต้ดิน, ช่อการะเกด, อ่าน, อักษรสาร ทั้งที่ยุคสมัยนี้เป็นยุคที่วรรณกรรมถูกถีบออกจากพื้นที่ในร้านหนังสือมากที่สุด เดินเข้าไปในร้านหนังสือสมัยนี้จะพบว่าพื้นที่วรรณกรรมถูกครองโดยสำนักพิมพ์แจ่มใส และสำนักพิมพ์อื่นๆ ที่มีหน้าปกชนิดเดียวกัน ดอทจำเป็นต้องยกเลิกการซื้อหนังสือที่ร้านหาหนังสือไม่พบเจ้าประจำ (ซีเอ็ด) เพราะพบว่าเขาไม่เก็บหนังสือวรรณกรรมจริงๆ เอาไว้ในร้านอีกแล้ว จะไปก็เสียเวลาเปล่าเพราะแทบไม่ได้และไม่เห็นหนังสือใหม่ดีๆ อยู่เลย แถมการไปครั้งล่าสุดยังเจอประสบการณ์เจ็บปวดจนน่าใจสลาย ร้านนี้มีพนักงานที่ไม่ค่อยมีมารยาทกับลูกค้าหลายคนอยู่แล้ว (ไม่ใช่ทั้งหมด) แถมชอบเปิดเพลงและโฆษณาเสียงดังหนวกหูยิ่งนัก แต่ประสบการณ์ล่าสุดนี้ติดตรึงใจทำลายสถิติเดิมจริงๆ พนักงานสาวน้อยคนหนึ่งเช็คสต็อกหนังสือแบบน่าตกใจมากๆ เธอกระแทกหนังสือเข้าชั้นปึงปังและโยนหนังสือบางเรื่องออกจากชั้นด้วยความรุนแรง เธอโยนหนังสือเรื่องแล้วเรื่องเล่ากระแทกพื้นชนิดที่ดอทใจหายใจคว่ำ คงอาการเดียวกับคนรักเด็กเห็นมีคนตบตีทำร้ายเด็กเล็กอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะหันไปจ้องเธอสักกี่หน เจ้าหล่อนไม่ได้มีทีท่าอนาทร แต่โยนหนังสือปลิวจากชั้นเหมือนโยนขยะมาเรื่อยๆ ดอทคิดว่าเจ้าหล่อนคงอารมณ์เสียจากไหนมา เมื่อเลือกดูหนังสือเสร็จดอทจึงถามเธอว่าหนังสือพวกนี้คัดเอาไปทิ้งหรือคะ เธอทำท่างงๆ แล้วบอกเสียงหลงว่าไม่ใช่ค่ะ คัดคืนสำนักพิมพ์ (น่าดีใจแทนสำนักพิมพ์ต่างๆ ด้วยที่หนังสือของตนถูกปฏิบัติเช่นนี้) ดอทเห็นทีท่าไร้เดียงสาจริงใจของเธอแล้วจึงตำหนิเธอแรงๆ ไม่ลง บอกแต่ว่า "นึกว่าเอาไปทิ้งเสียอีกค่ะ เพราะเห็นคุณขว้างหนังสือรุนแรงขนาดนี้" แล้วดอทก็เดินจากมา คิดว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะกลับไปที่ร้านนี้ ปีนี้มีประสบการณ์ใหม่ในการซื้อหนังสือ นั่นคือเป็นเรื่องยากมากที่จะพบหนังสือที่ต้องการในร้านสักร้าน อย่าได้ไปร้านหนังสือด้วยความไร้เดียงสา แต่ต้องตรวจสอบแล้วว่าหนังสือที่ต้องการนั้นมีอยู่ในร้านหรือไม่ ต่อให้เป็นหนังสือออกใหม่สักสองเดือนแล้วก็ตาม การซื้อหนังสือใหม่สักเล่มเป็นเรื่องยากเย็นไม่ต่างจากการหาซื้อซีดีถูกลิขสิทธิ์ ร้าน B2S ที่ดอทเคยประมาทว่าเป็นร้านหนังสือแย่ กลับกลายเป็นร้านที่ดีขึ้นมาในสมัยนี้ ถ้าการหาซื้อหนังสือไทยสักเล่มเป็นไปได้ยากในกรุงเทพ คงไม่ต้องคิดถึงร้านในต่างจังหวัด น่าคิดเหลือเกินว่าเยาวชนที่เติบโตมากับหนังสือที่บรรจุอยู่ใน "ชั้นวรรณกรรม" สมัยนี้จะเติบโตมาอย่างไร เขาจะโตขึ้นได้สักวันหรือไม่ และปัญหาคือหากโตขึ้นมาจริง เขาจะหันไปหาอะไรอ่าน---จะหาได้ที่ไหน คนรักหนังสือที่มีลูกหลาน โปรดให้ลูกหลานหัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเป็นการด่วน เพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลานท่านเอง เพราะสมัยนี้การสั่งซื้อและหาซื้อวรรณกรรมดีๆ ภาษาอังกฤษสักเล่มนั้น ง่ายกว่าการซื้อหนังสือไทยดีๆ
นิยายเรื่องสุดท้ายชื่อ The Original of Laura ซึ่งยังเขียนไม่เสร็จของนาโบคอฟเก็บอยู่ที่เซฟของธนาคารสวิส นาโบคอฟระบุในพินัยกรรมให้ทำลายต้นฉบับนี้ ซึ่งดมิทรี ลูกชายวัย 73 ของนาโบคอฟคิดอยู่นานว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี ควรทำตามคำขอของบิดา หรือให้โลกได้เห็นผลงานชิ้นสุดท้ายนี้ สุดท้ายดมิทรีตัดสินใจจะตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้ โดยมีกำหนดวางขายในอเมริการาวช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ต้นฉบับนี้เขียนด้วยลายมืออยู่ในบัตรคำราว 50 แผ่น ซึ่งดมิทรีกล่าวกับนักวิจารณ์อเมริกัน รอน โรเซนบอม ว่าเทียบเท่าต้นฉบับประมาณ 30 หน้า โรเซนบอมติดต่อพูดคุยเรื่องนี้กับดมิทรีมานานแล้ว ดมิทรีบอกว่าอาจนำไปเผาแต่ยังไม่ตัดสินใจ ส่วนแฟนๆ ของนาโบคอฟบ้างเห็นว่าควรทำตามความปรารถนาของผู้เขียนงาน แต่บางส่วนคิดว่าถ้านาโบคอฟอยากทำลายจริงๆ ก็คงทำไปแล้ว เวร่า ภรรยาของนาโบคอฟเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำตามคำขอของสามี หน้าที่จึงตกที่ลูกชายของนาโบคอฟ อ่านบทความจาก Slate
ราคาต้นทุนกระดาษที่สูงขึ้นร้อยละ 10 ในจีน อาจทำให้หนังสือทั่วโลกขึ้นราคา หนังสือแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ภาคล่าสุดในจีนมีราคา $9 ซึ่งสูงกว่าภาคที่แล้วเกือบเท่าตัว และ Deception Point ของแดน บราวน์ มีราคา $3.90 สูงกว่าเดิมในปี 2004 ร้อยละ 20 รัฐบาลจีนสั่งปิดโรงงานกระดาษจำนวนหลายร้อยแห่ง เนื่องจากทำน้ำเสีย โรงงานกระดาษส่วนใหญ่ในจีนใช้ฟางและของเสียจากพืชผลอื่นๆ ในการทำกระดาษ ต่างจากในตะวันตกที่มักใช้เยื่อกระดาษ การใช้ฟางและของเสียจากพืชผลทำลายสิ่งแวดล้อมและนำมารีไซเคิลต่อได้ยาก รัฐบาลมีแผนให้จีนปิดโรงงานกระดาษเล็กๆ หลายร้อยแห่งภายในปี 2010 เพื่อเปลี่ยนมาเป็นโรงงานที่ใช้เยื่อกระดาษแทน จีนต้องนำเข้าเยื่อกระดาษจากต่างชาติ ดังนั้นเมื่อราคาเยื่อกระดาษสูงขึ้นทั่วโลก สำนักพิมพ์จีนจึงจำเป็นต้องขึ้นราคาหนังสือ (หมายเหตุ ข่าวนี้เขียนดองไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม ดังนั้นอาจเป็นได้ว่าปีหน้าหนังสือคงแพงขึ้นแน่เลย)
ช่วงนี้มีหนังสือหายากที่พิมพ์ใหม่หลายเล่ม เช่น 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ แปลโดย รัศมี เผ่าเหลืองทอง และ อำนวยชัย ปฏิพัทธเผ่าพงษ์ จากสำนักพิมพ์สมมติ ยามเมื่อลมพัดหวน ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ จากแพรว ซึ่งสำนักพิมพ์เครือนี้ยังออกหนังสือแปลของเทศภักดิ์ นิยมเหตุ ออกมาใหม่หลายเล่ม หนังสือแปลออกใหม่ที่น่าอ่านคือ ราโชมอนและเรื่องสั้นอื่นๆ ของ ริวโนะสุเกะ อะคุตะงะวะ จากสำนักพิมพ์สมมติ Persepolis การ์ตูนดีจากนักเขียนอิหร่าน พิมพ์โดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่ (แปลตรงจากภาษาต้นฉบับฝรั่งเศส ไม่รู้ว่าแปลดีหรือไม่ แต่ดอทเห็นหนังสือแล้วไม่ค่อยชอบฟอนต์ที่ใช้เพราะทำให้อ่านยาก) สำหรับผู้สนใจสารคดีวิทยาศาสตร์ ไม่ควรพลาด ทอถักจักรวาล ผลงานล่าสุดของ ไบรอัน กรีน นักฟิสิกส์ที่ดอทคิดว่าเขียนหนังสือดีสุดยอดแล้วในยุคนี้ แปลโดย ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ สำนักพิมพ์มติชน และ ฟายน์แมน อัจฉริยะแห่งโลกฟิสิกส์ แปลจาก Surely You're Joking Mr. Feynman เขียนโดย Richard Feynman แปลโดย นรา สุภัคโรจน์ สำนักพิมพ์มติชน
ใครที่ชอบเรื่องหนาๆ ให้อ่านจุใจไม่ควรพลาด รามายณะ เขียนโดย ราเมศ เมนอน แปลโดย วรวดี วงศ์สง่า สำนักพิมพ์เมืองโบราณ ส่วนคอการเมืองต่างประเทศคงอยากอ่าน Change ถนนสู่ทำเนียบขาว เรื่องของโอบามาที่เล่าโดย ปกป้อง จันวิทย์ สำนักพิมพ์ openbooks ส่วนคอเรื่องสั้นคงไม่อยากพลาด ช่อการะเกด 46 ในชื่อไพเราะว่า "ขออีกสักครั้งให้รักหวนคืน" เป็นฉบับเรื่องสั้นเทียบเชิญ พลิกไปดูสารบัญชื่อนักเขียนทั้ง 21 คนแล้ว รับรองว่าจะอดใจซื้อไม่ไหวหรอก และเรื่อง นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน โดย หลุยส์ เซปุลเบดา จากสำนักพิมพ์ผีเสื้อเรื่องนี้ไม่ได้เขียนถึงเพราะเป็นเนื้อที่โฆษณา แต่เรื่องและรูปเล่มน่ารักจริงๆ ไปชมดูเถิด สำหรับผู้ชอบหนังสือท่องเที่ยวหรือชอบญี่ปุ่น คงไม่อยากพลาดหนังสือน่ารักเรื่อง เกียวโต ไดอารี่ ของ ปาลิดา พิมพะกร จากสำนักหนังสือไต้ฝุ่น และผู้รักบทกวีขอแนะนำ ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และหนังสือกำลังจะออกใหม่ที่น่าจับตาคือ สีแดงสีดำ ของ Stendhal (สต็องดาล) แปลโดยอำพรรณ โอตระกูล จากสำนักพิมพ์สามัญชน
แต่ถ้ามีอุปสรรคการฟังภาษาอังกฤษ การอ่านฉบับแปลก็คงเป็นเรื่องดีอันดับรองลงมา (อ่านแล้วค่อยไปดูการบรรยาย ฉบับแปลไทยคือ เดอะลาสต์เลกเชอร์ จากสำนักพิมพ์อมรินทร์) เหตุที่การ "ดู" ดีกว่าการอ่าน เพราะมีสื่อวีดิโอที่ถ่ายทอดไม่ได้จากหนังสือ สำหรับเลกเชอร์ฉบับที่เขามาออกในรายการโอปราห์ ซึ่งเป็นฉบับสั้นกว่าฉบับเต็มแต่มีบรรยายไทยประกอบ ดูได้จากที่นี่
"ขอประกาศและยืนยันตรงนี้เลยว่า นิตยสารคนรักหนังสือไม่มีความเกี่ยวข้องกับสมาคมภาษาฯ เรื่องนี้คงต้องถาม อ.ตรีศิลป์เอง เพราะครั้งที่อาจารย์รับมาก็เคยว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสมาคม ส่วนเรื่องเงินที่เหลือนั้น ไม่ทราบเรื่องนี้เลย เพราะไม่เกี่ยวกับบัญชีของสมาคม รายงานการประชุมก็ไม่ได้กล่าวถึงส่วนนี้" "เงินสองล้านที่ให้สมาคมฯ มา ทำได้ไม่กี่เล่มก็หมดแล้ว" "ผ่านมาจนถึงวันนี้ ยังคงไม่ปรากฏความชัดเจน ว่าเงินภาษีอากร 2 ล้านบาทที่ถูกนำไปใช้ในการจัดทำนิตยสาร "คนรักหนังสือ" โดยมีอดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์คนก่อนเป็นผู้รับผิดชอบ สรุปแล้วเหลือกี่บาทกี่สตางค์ และเงินที่เคยบอกว่าเหลือนั้น อยู่ที่ไหน ฝากไว้ในบัญชีของใครกันแน่? ในเมื่อเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ชัดเจนว่าอยู่ในบัญชีของสมาคมฯ ทว่า นายกสมาคมคนปัจจุบันได้ยืนยันแล้วว่า ไม่เป็นเช่นนั้น! ข่าวเกี่ยวข้อง :
สวีนนีย์ ท็อดด์ : ไม่มีเนื้อกวีหรืออะไรทำนองนั้นบ้างหรือ ? เลิฟเว็ตต์ : ไม่มีหรอก ปัญหาของกวีคือจะรู้ได้ยังไงว่าเขาตายแล้ว -- เนื้อเพลง A Little Priest จากละครเพลง Sweeney Todd เรื่องของช่างตัดผมผู้ฆ่าลูกค้าและนำเนื้อจากศพไปทำพาย ขณะพิจารณาว่าควรใช้เนื้อคนประเภทใดบ้าง เนื้อเพลงแต่งโดย สตีเฟน ซอนด์ไฮม์
NBCC จัดสำรวจเรื่องจรรยาบรรณในการวิจารณ์หนังสือ ผลออกมาเช่นว่า * นักวิจารณ์หนังสือร้อยละ 68.5 คิดว่าผู้มีรายชื่อในหน้าขอบคุณของหนังสือเล่มใด ไม่ควรเขียนวิจารณ์หนังสือเล่มนั้น * ร้อยละ 64.9 คิดว่าผู้เขียนประโยคชม (blurb) ให้หนังสือเล่มใด ไม่ควรเขียนบทวิจารณ์หนังสือเล่มนั้น * ร้อยละ 76.5 คิดว่าการเขียนวิจารณ์หนังสือโดยไม่ได้อ่านให้จบเล่ม เป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณ * ร้อยละ 40.1 คิดว่าผู้วิจารณ์หนังสือไม่ควรอ่านบทวิจารณ์จากที่อื่นก่อนเขียนบทวิจารณ์ของตัวเอง ร้อยละ 17.9 บอกว่าไม่เป็นไร ร้อยละ 33.5 ไม่ตอบว่าควรหรือไม่ควร แต่แสดงความเห็นประกอบ * ร้อยละ 84.2 คิดว่าบรรณาธิการคอลัมน์วิจารณ์หนังสือ ไม่ควรให้เพื่อนของผู้เขียนมาเขียนวิจารณ์หนังสือ * ร้อยละ 51.9 คิดว่านักเขียนที่พิมพ์งานกับสำนักพิมพ์หนึ่งๆ สามารถเขียนวิจารณ์ผู้เขียนคนอื่นๆ ร่วมสำนักพิมพ์ * ร้อยละ 51 คิดว่าการทำลิงก์จากบทวิจารณ์ไปเว็บไซต์ที่ขายหนังสือนั้นไม่เป็นไร
กระทู้ ราคาเรื่องสั้นของ พ.ศ. 2551 จากไทยไรเตอร์ บอกค่าต้นฉบับเรื่องสั้นไทยวันนี้
แล้วนิตยสารอเมริกันเล่าจ่ายค่าเรื่องต่างจากบ้านเราไหม ขอบอกว่านักเขียนไทยอย่าเสียใจ นิตยสารอเมริกันเฉลี่ยแล้วจะจ่ายค่าเรื่องสั้น $5-25 (185 - 925 บาท) และให้นิตยสารฟรี 2-3 ฉบับ (บางที่ไม่จ่ายเลยแต่ให้นิตยสารฟรี 2 ฉบับ) เรียกว่านักเขียนต้องกินความภาคภูมิใจเท่านั้น และถือว่าการได้ตีพิมพ์คือมีโอกาสเป็นที่รู้จัก มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเอาเวลาที่ใช้เขียนเรื่องสั้นไปทำงานที่แม็คโดนัลด์ ยังจะได้ค่าชั่วโมงทำงานมากกว่า $25 ส่วนนิตยสารดังๆ เช่น เพลย์บอย, เอสไควร์, จีคิว ฯลฯ จ่ายค่าเรื่องเป็นเงินมากกว่า แต่นิตยสารดังเหล่านี้มักเชิญแต่นักเขียนดังๆ มาเขียนให้เช่นกัน ยากที่นิตยสารชื่อดังจะรับเรื่องจากนักเขียนโนเนม นักเขียนรับเชิญเช่น สตีเฟน คิง อาจทำรายได้ถึง $500 ต่อเรื่อง (18,500 บาท) ว่าแต่คนที่เป็นนักเขียน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะรักความเจ็บปวดมิใช่หรือ
ฉันได้อยู่ในเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวสะเทือนขวัญประชาชนในงานมหกรรมหนังสือลดราคาแห่งชาติเช่นกัน มันเขย่าประสาทเสียเหลือเกินที่เห็นตำรวจบุกเข้ามาจับเป็นโขยงราวกับมีการตั้งบูธขายยาบ้าในงานอย่างนั้นล่ะ ดอทขอขอบคุณผู้เขียนที่แลกเปลี่ยนความเห็นน่าสนใจให้ดอทและผู้อ่านคนอื่นๆ สำนักพิมพ์จำนวนหนึ่งที่พิมพ์นิยายโรมานซ์แปลในบ้านเราไม่ได้ขอลิขสิทธิ์แปล ดังนั้นจึงมีวิธีหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยไม่ระบุชื่อแท้จริงของผู้แต่ง หรือเปลี่ยนชื่อตัวละครทั้งหมด (บางทีก็เลยฮาเพราะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาชื่อไม่ตรงกันในเล่มก็มี) แต่นักอ่านแฟนพันธุ์แท้จะรู้ว่าเรื่องใดแปลจากเรื่องใด ใครคือผู้แต่งที่แท้จริง บางครั้ง สำนักพิมพ์หลายแห่งอาจแปลเรื่องเดียวกันชนกันขึ้นมา เรื่องการกวาดล้างที่ตำรวจมีโพยละเอียดว่าเล่มไหน "ลามก" หน้าใด ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าน่าจะมีนอกมีใน และเกิดจากการขัดผลประโยชน์กันเองหรือไม่ ส่วนสำนักพิมพ์ที่ขอลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เกิดข้อเสียคือราคาหนังสือค่อนข้างสูง หนังสือโรมานซ์จำนวนหนึ่งราคาสูงพอๆ กับหนังสือต้นฉบับ ดังนั้นหากในอนาคต สันติบาลบ้านเรายังมีปัญหากับบทรักในหนังสือแปล และตีความว่าเป็นสิ่งลามกอนาจาร อีกทั้งออกกวาดล้างให้คนอ่านคนขายตกใจกันบ่อยๆ หรือกดดันให้สำนักพิมพ์ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ก็น่าจะส่งผลให้นักอ่านจำนวนหนึ่งหันไปอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเสียเลย ทั้งนี้ยกเว้นแต่ตำรวจจะบ้าจี้ออกกวาดล้างหนังสือต้นฉบับด้วย ซึ่งจะเป็นผลดีอย่างยิ่งกับชื่อเสียงของวงการหนังสือและอิสรภาพในการแสดงความเห็นของประเทศไทย ประเทศซึ่งดิ้นรนอยากเป็นเมืองหนังสือโลกอย่างเหลือเกิน ทุกคนควรมีเสรีภาพในการเลือกอ่านหนังสือเรื่องใดก็ได้ แต่ถึงอย่างไร ดอทนึกถึงประโยคน่าประทับใจจากหนังเรื่อง จูราสสิกปาร์ก (1993) ที่ตัวละครบอกว่า "life will find a way" ถึงอย่างไรชีวิตจะดิ้นรนให้อยู่รอดจนได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และในโลกของหนังสือแล้ว ใครจะขัดขวางลมหายใจของหนังสือลงได้ คนอาจจะเผาหนังสือ ทำลายหนังสือ เซ็นเซอร์หนังสือ แต่สุดท้ายหนังสือจะอยู่รอดยาวนานกว่าผู้ทำลาย ดูอย่าง บันทึกของแอนน์ แฟร้งค์ ดอทแปลบางส่วนของบทความประกอบบทแนะนำหนังสือของเว็บไซต์สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ซึ่งดอทอยู่ในคณะบรรณาธิการ (ไม่ได้ถูกสั่งให้แปล แต่แปลเองเพราะประทับใจข้อเขียนนี้ของ โรเจอร์ โรเซ็นแบล็ตต์ มานานแสนนาน อีกทั้งนักเขียนคอลัมน์ผู้นี้เป็นคนที่ดอทกรี๊ดมาก) ถ้าสนใจลองไปอ่านกัน นอกจากแอนน์ แฟร้งค์ จะเป็นตัวแทนของสิ่งนานัปการแล้ว เธอยังเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของหนังสือ สมุดบันทึกที่เธอเก็บไว้ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๔๒-๑๙๔๔ ณ ที่ซ่อนลับชั้นบนตึกโรงงานในกรุงอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวของเธอและครอบครัวจนกระทั่งเหล่านาซีมาพบในที่สุด บันทึกนี้ทำให้แอนน์ แฟร้งค์ กลายเป็นบุคคลน่าจดจำที่สุดฅนหนึ่งจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ หากไม่นับฮิตเลอร์ซึ่งประกาศว่าเชื่อในหนังสือเช่นกัน จะว่าไปแล้ว ฮอโลคอสต์นี้เริ่มต้นด้วยหนังสือและจบลงด้วยหนังสืออีกเล่มหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว บันทึกของแอนน์ดำรงอยู่ ... แอนน์ แฟร้งค์มีชัยเหนือฮอโลคอสต์ เหนือความเป็นยิว ความเป็นเด็กสาว และแม้แต่ความดีงาม เธอได้กลายเป็นบุคคลผู้เป็นที่สักการะในโลกสมัยใหม่ ในโลกที่จิตใจผู้คนหมองจากการทำลายล้างด้วยเครื่องจักร แอนน์ แฟร้งค์ยืนยันสิทธิในการมีชีวิต ในการถาม และหวังถึงอนาคต
* ที่(อาจ)เห็นและเป็นไป วรรณกรรมไทย 2551 จาก มติชน * 'ความสุขของกะทิ' จากวรรณกรรมซีไรต์สู่แผ่นฟิล์ม จากมติชน รายงานว่า ด.ญ. ภัสสร คงมีสุข รับบทกะทิ และ รัชนก แสงชูโต รับบทแม่ ส่วนใครอื่นจะรับบทใดไปชมโฉมหน้านักแสดงได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำหนดฉายเดือนมกราคม 2552 * ค่ายสยามสปอร์ตออกนิตยสารหนังสือชื่อ อักษรสาร เกี่ยวกับวรรณกรรมและธุรกิจหนังสือ โดยมีบรรณาธิการชื่อ เอก อัคคี ชื่อนิตยสารนี้เป็นการแสดงความคารวะต่อ สุภา ศิริมานนท์ ผู้เคยออกวารสารนาม อักษรสาส์น ฉบับแรกวางแผงราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ราคา 45 บาท
* ผลสำรวจจากสำนักสถิติแห่งชาติรายงานว่าคนอังกฤษหนึ่งในสี่คนไม่อาจหนังสือแม้แต่เล่มเดียวในปีที่แล้ว อังกฤษจัดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการอ่านของชาติ และจะจัดโครงการกระตุ้นกิจกรรมการอ่านตลอดปี กอร์ดอน บราวน์ นายกอังกฤษบอกว่าการอ่านอาจเป็นนโยบายดีที่สุดในการกำจัดความยากจน ความยากแค้น และอาชญากรรม * "ผมไม่เชื่อในบทจบแบบลงเอยด้วยดี เด็กๆ ต้องเผชิญความตายไม่ช้าก็เร็ว ปู่ย่าตาย หมาตาย แมวตาย ตัวน่ากลัวที่เรียกว่าอะไรนะ---แฮมสเตอร์ ตายกันเป็นเบืออย่างแมลงวัน ไม่มีประโยชน์อะไรจะหลีกเลี่ยงความตาย"
* แบบทดสอบจากการ์เดียน ถึงเรื่องราวต่างๆ ในแวดวงหนังสือปีที่ผ่านมา
| ||||||||||||||||||
|
|
ปี 2550 ตุลา | กันยา | กรกฎา | มิถุนา | พฤษภา | เมษา | มีนา | กุมภา | มกรา
ปี 2549 ธันวา | ตุลา | กันยา | สิงหา | กรกฎา | มิถุนา | พฤษภา | เมษา | มีนา | กุมภา | มกรา
ปี 2548 ธันวา | พฤศจิกา | ตุลา | กันยา | สิงหา | กรกฎา | มิถุนา | พฤษภา | เมษา | มีนา | กุมภา | มกรา
ปี 2547 ธันวา | ตุลา | กันยา | สิงหา | กรกฎา | มิถุนา | พฤษภา | เมษา | มีนา | กุมภา | มกรา
ปี 2546 ธันวา | พฤศจิกา | ตุลา | กันยา | สิงหา | กรกฎา | มิถุนา | พฤษภา | มีนา | กุมภา | มกรา
ปี 2545 ธันวา | พฤศจิกา | ตุลา | กันยา | สิงหา | กรกฎา | มิถุนา | พฤษภา | เมษา