* home   ชั้นหนังสือ : ข่าวหนังสือ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
เดือน กุมภาพันธ์ 2548
book

ผู้เข้าชิง International Booker Prize - โพสต์เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 48

รางวัลบุ๊กเกอร์ระดับโลกเป็นรางวัลวรรณกรรมใหม่ที่มอบให้นักเขียนที่มีผลงานตีพิมพ์/ผลงานแปล เป็นภาษาอังกฤษ โดยกรรมการจะพิจารณาจากผลงานทั้งชีวิตของนักเขียน รางวัลนี้แตกต่างจากรางวัลบุ๊กเกอร์เดิมคือไม่จำกัดเชื้อชาติ (รางวัลบุ๊กเกอร์ธรรมดา นักเขียนที่มีสิทธิ์รับรางวัลต้องเป็นคนอังกฤษหรือประชากรในประเทศเครือจักรภพ) และมอบรางวัลกันสองปีต่อหนึ่งครั้ง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลประมาณสี่ล้านห้าแสนบาท จะว่าไปแล้วนี้คือรางวัลโนเบลน้อยๆ นั่นเอง

เมื่อวานนี้มีการประกาศชื่อผู้เข้าชิงจำนวน 18 คน ดังนี้

Margaret Atwood (Canada) (*รางวัลบุ๊กเกอร์ปี 2000)
Saul Bellow (Canada) (*รางวัลโนเบล 1976)
Gabriel Garcia Marquez (Colombia) (*รางวัลโนเบล 1982)
Gunter Grass (Germany) (*รางวัลโนเบล 1999)
Ismail Kadare (Albania)
Milan Kundera (Czech Republic)
Stanislaw Lem (Poland)
Doris Lessing (UK)
Ian McEwan (UK) (*รางวัลบุ๊กเกอร์ปี 1998)
Naguib Mahfouz (Egypt) (*รางวัลโนเบล 1988)
Tomas Eloy Martinez (Argentina)
Kenzaburo Oe (Japan) (*รางวัลโนเบล 1994)
Cynthia Ozick (US)
Philip Roth (US)*
Muriel Spark (UK)
Antonio Tabucchi (Italy)
John Updike (US)*
Abraham B Yehoshua (Israel)

ดอทเอาดินสอมาวงๆ ความน่าจะเป็น นักเขียนที่ขีดเส้นใต้ตัดทิ้ง เพราะได้รับรางวัลระดับชาติมามากแล้ว ฟันธงจากรายชื่อที่เหลือ ไม่โอซิค เลสซิ่ง ก็มูเรียล สปาร์กกับมิลาน คุนเดรา สองคนหลังมีเปอร์เซ็นต์มากทีเดียว ชอบเองเลยเชียร์ใหญ่ อ่านรายละเอียดผลงานของนักเขียนทั้งหมดที่ manbookerinternational

To the Lighthouse - โพสต์เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 48


ประภาคารที่เป็นแรงบันดาลใจให้เวอร์จิเนีย วูลฟ์ในหนังสือ To the Lighthouse กำลังจะปิดทำการในเร็ววัน ข่าวนี้มาจากการแถลงของทรินิตี้ เฮาส์ องค์กรที่เป็นผู้ดูแลประภาคารทั้งหมดในเกาะอังกฤษและเวลล์ ที่ประกาศดับไฟและเลิกใช้ประภาคารในเกาะก็อดเรวี่ เมืองคอร์นวอล

ประภาคารก็อดเรวี่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1859 วูลฟ์เคยมาพักร้อนในวัยเด็กและเก็บความทรงจำจากที่นี่ไปเขียนหนังสือที่รัก บางทีเจมส์อาจจะไม่อยากไปประภาคารที่ไหนอีก และมิสซิสแรมเซย์แม่ของเขาก็ไม่ต้องหาของไปฝากคนเฝ้าประภาคารอีกต่อไป...

รางวัลออสการ์สำหรับหนังสือ - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

เดวิด คิปเปน เขียนบทความอ่านสนุกมากเรื่อง Is Quill award more plumage than pen? ลงในซานฟรานซิสโกครอนิเคิล เขาบอกว่าในที่สุด โลกหนังสือก็จะได้มีการแจกรางวัลสไตล์ออสการ์แล้ว รางวัลนั้นชื่อว่า Quills ซึ่งเพิ่งก่อตั้งสดๆ ร้อนๆ โดย NBC และ รีดบิสซิเนสอินเตอร์เนชันแนล

พิธีมอบรางวัลในปีแรกจะจัดที่นครนิวยอร์ก ในเดือนตุลาคมปีนี้ และจะได้ถ่ายทอดเผยแพร่ด้วยความร่วมมือของโทรทัศน์ท้องถิ่นต่างๆ ของบริษัทสื่อ NBC (บทความไม่ได้บอกว่าจะมีพรมแดงหรือเปล่า) รางวัลนี้แบ่งเป็นประเภทต่างๆ มากถึง 19 สาขา ดังนี้:

หนังสือแห่งปี, ดาวรุ่งหน้าใหม่แห่งปี, รางวัลบุ๊กคลับ, หนังสือเด็กแห่งปี, การดัดแปลงหนังสือเป็นหนังยอดเยี่ยม, กราฟิกโนเวลแห่งปี, รางวัลการออกแบบ, รางวัลสำหรับนวนิยาย, เรื่องลึกลับระทึกขวัญ, ไซไฟหรือแนวสยองขวัญ, โรแมนซ์, ชีวประวัติ/บันทึกชีวิต, ศาสนา/บำรุงจิตใจ, วิทยาศาสตร์, สุขภาพ/การดูแลตนเอง, กีฬา, ธุรกิจ, ประวัติศาสตร์/การเมือง/เหตุการณ์ปัจจุบัน และรางวัล Lifetime Achievement

ถึงแม้ดูแล้วดอทอดสงสัยไม่ได้ว่าลืมรางวัลกวีไปหรือเปล่า แต่รางวัลสาขาต่างๆ นี้หลากหลายอย่างน่ายินดี ด้วยกระจายรางวัลทั่วถึง ต้องชมว่ารางวัลนี้ครอบคลุมกว้างขวางไปจนถึงหนังสือแนวใหม่ๆ อย่างหนังสือภาพ (กราฟิกโนเวล) ส่วนในการคัดเลือกหนังสือนั้น จะมีกลุ่มบรรณารักษ์และร้านหนังสือต่างๆ เสนอชื่อผู้เข้าชิง เพื่อให้ประชาชนโหวตโดยส่ง sms ขออภัยค่ะ ให้ประชาชนช่วยกันโหวตหนังสือที่ตนชอบ สำหรับรางวัลที่ไม่ใช้การโหวตแต่ตัดสินโดยคณะกรรมการ ได้แก่ รางวัลบุ๊กคลับ, การทำหนังสือเป็นหนังยอดเยี่ยม, การออกแบบ และ รางวัล Lifetime Achievement

คิปเปนวิเคราะห์ในบทความว่า NBC ย่อมได้ประโยชน์ด้วยมีรัศมีวรรณกรรมจับ การแพร่ภาพงานรางวัลปีละหนจะทำให้สื่อข่าวนี้ดูมีหน้ามีตา แต่สำหรับบริษัทรีดบิสซิเนสฯ แล้ว รีดย่อมได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะรีดเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจการพิมพ์ และเป็นผู้พิมพ์ Publishers Weekly, Library Journal และนิตยสารอื่นๆ จำนวนมหาศาล

ในวงการหนังสือแล้ว เมื่อเห็นคำว่า รีด ก็ย่อมนึกถึงนิตยสาร Publishers Weekly ที่เป็นนิตยสารสำคัญของวงการหนังสือ แต่คิปเปนบอกว่ามันจะดีหรือที่รีดจะให้รางวัลในธุรกิจที่ตัวเองจับอยู่ คิปเปนยกคำว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (conflict of interest คำที่ประเทศไทยไม่ค่อยรู้จัก) และยกตัวอย่างว่า สมมติว่ารางวัลออสการ์แจกโดยนิตยสารบันเทิงเจ้าหนึ่ง จะเป็นอย่างไรหากสตูดิโอหนังเสนอลงโฆษณาสี่สีราคาแพง แต่ขอแลกว่าหนังเรื่องหนึ่งของตัวเองต้องได้รางวัลนะ นิตยสารบันเทิงเล่มนั้นจะมีโฆษณาเข้ามากขนาดไหนในฤดูกาลออสการ์?

บทความบอกว่ารีดย่อมรู้ดีว่ารางวัลควิลส์ จะเป็นตัวทำรายได้โฆษณาให้นิตยสารของตนเองขนาดไหน

หากดูรายชื่อคณะกรรมการของรางวัลนี้ ก็จะเห็นซีอีโอจากสำนักพิมพ์ต่างๆ และคนดังในวงการ ซึ่งคิปเปนบอกว่ากวาดตาดูก็รู้ว่ารางวัลควิลส์คือการแก้แค้นรางวัลหนังสือแห่งชาติ ซึ่งปีที่แล้วได้เลือกแต่หนังสือที่แทบไม่เป็นที่รู้จักเลย (มีข่าวออกมาเสียหายว่าหนังสือที่ติดลิสต์เหล่านั้นขายได้ไม่กี่ร้อยเล่มก็มี เดือดร้อนให้นักเขียนบางคนออกมาแก้ข่าวว่าหนังสือฉันขายได้พันกว่าเล่มต่างหาก) ผลรางวัลทำให้วงการหนังสืออึ้งไปเป็นแถบๆ และตัวรางวัลก็ไม่ช่วยให้ยอดขายกระเตื้องเท่าไรนัก

การแจกรางวัลที่แจกไปก็ไม่ทำให้ยอดขายดีขึ้น ย่อมทำให้สำนักพิมพ์และร้านหนังสือต่างๆ แอบกลัดกลุ้มอยู่เงียบๆ

เมื่อสองปีที่แล้ว สตีเฟน คิง ได้รับเกียรติรางวัลผู้สนับสนุนทางตัวอักษรดีเด่นของอเมริกาจากงานหนังสือแห่งชาติ ทำให้นักเขียนในกระแสเริ่มเตรียมล้างไม้ล้างมือรอโอกาสรับรางวัล ด้วยความดีใจว่ารางวัลนี้อาจลดความเย่อหยิ่งลงมามองงานเขียนบ้านๆ ที่ประชาชนอ่านกันบ้าง แต่ผลรางวัลปีที่แล้วก็ตบหน้าและทำให้จินตนาการเหล่านี้มลายสิ้นไป

ดังนั้น คิปเปนจึงบอกว่าถึงตาสำนักพิมพ์ที่จะลุกมาบอกทำนองว่า "จะเลือกแต่หนังสือห้าเล่มที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อมาก่อนในชีวิตใช่มั้ย? คอยดูเรามอบรางวัลของเราเองดูบ้าง และจะฝังรางวัลเอ็งให้จมดิน"

คิปเปนจบบทความได้น่ารักมาก ว่าถึงอย่างไร วงการอ่านก็ต้องการอะไรก็ได้ ที่ช่วยทำให้คนอ่านหนังสือกันมากขึ้น ดังนั้นใครๆ ก็อยากเห็นรางวัลนี้ออกมาด้วยดีทั้งนั้น ซึ่งสำหรับตัวคิปเปนเอง ถ้าจะทำให้เด็กสักคนเดียวเข้าห้องสมุดได้ เขาก็จะยอมแต่งชุดลิงอยู่หน้าพรมแดงของพิธีมอบรางวัลควิลส์ และเอ่ยถามว่า "ยู้ฮู โทมัส พินชอน วันนี้คุณใส่ชุดของดีไซเนอร์คนไหน?"

และสำหรับคนอ่านอย่างเรา รางวัลนี้ฟังดูมีสีสันน้อยอยู่เมื่อไหร่เล่า ถึงเวลาที่นักเขียนและบรรณารักษ์จะเฉิดฉายในชุดราตรี ลองนึกดูว่าหากรายการถ่ายทอดสดจะมีโชว์ต่างๆ ดังออสการ์ มันจะน่าสนุกสักแค่ไหน?

กว่าจะรู้คำตอบก็ต้องรอถึงเดือนตุลาคม ส่วนใครรอไม่ได้ คิปเปนแนะนำให้ลองดูรางวัล TMN Tournament of Books ไปพลางๆ

กรุงมิลานแบนภาพโฆษณาที่ได้แรงบันดาลใจจาก รหัสลับดาวินชี - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

บีบีซีรายงานว่าห้องเสื้อ Marithe et Francois Girbaud มีภาพโฆษณาที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ รหัสลับดาวินชี โดยเป็นภาพอาหารมื้อสุดท้ายฉบับนางแบบ โฆษณานี้เผยแพร่ในปารีสและนิวยอร์กได้โดยสะดวก แต่ถูกแบนในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ด้วยมีกลุ่มที่รับไม่ได้กับการล้อเลียนเรื่องศาสนาในภาพ ดูรูปที่ข่าวบีบีซี

การแบนครั้งนี้ช่วยเป็นการโฆษณาห้องเสื้อไปเรียบร้อย ด้วยกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก

GM+ ถอดคอลัมน์ Sexual Instinct - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

ข่าวนี้มีเนื้อหาหยาบคายและไร้วุฒิภาวะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Sleeping with Fattie's Tale จากเนชั่น โดย Pravit Rojanaphruk รายงานว่าพิทักษ์ ไทรงาม ที่ใช้นามปากกาว่า #$!@*&($#^ (ไม่ผ่านเครื่องกรองคำ) เพิ่งจะเอ่ยปากว่าขอโทษและเสียใจกับบทความ เอาหมู ที่เขียนลงใน GM Plus หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนครึ่ง พิทักษ์ยืนยันว่าสิ่งที่เขาเขียนเป็นเพียงเรื่องแต่งเท่านั้น นั่นคือเป็น "บทเสียดสี" ที่หมายให้เป็น "ตลกร้าย" ว่าชายไทยคิดอย่างไรต่อผู้หญิงอ้วน

ผู้หญิงที่ไม่อ้วน ไม่ขี้เหร่ ก็โดนตั้งแต่ชั้นมัธยมแล้วเพราะผู้ชายแม่งแย่งกันเอา แต่สำหรับคนอ้วนหรือหน้าตาดูไม่ได้ พวกนี้จะไม่โดนเอา เพราะไม่มีใครมอง แม้แต่หมายังไม่เห่าเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นพวกหล่อนจึงสามารถอยู่รอดปลอดจากจู๋ได้จนถึงอายุแก่ๆ กระทั่งตาย แต่หลายคนโชคดีได้คนดีอย่างกูช่วยทำให้หล่อนสำเร็จความใคร่นั่นละ
-- จากบทความ เอาหมู เขียนโดยนามปากกาหนึ่งของ พิทักษ์ ไทรงาม นิตยสาร GM+

พิทักษ์บอก (แปลจากข่าวได้) ว่า "ปกติผมเป็นคนที่แคร์คน ไม่ใช่ชั่วช้า ถ้ามีใครปากเสียกับคนพิการหรือคนอ้วนขึ้นมาจริงๆ ผมจะไม่พูดกับคนพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ"

ผู้หญิงทุกคนก็ไม่ต่างจากหมาตัวเมียนั่นละ อยากโดนเอา แต่บางคนไม่มีใครมาเอาด้วย พวกหล่อนจึงหงอยเหงา เฝ้าแหงนหน้ารอว่าเมื่อไหร่จะมีผู้ชายโง่ๆ มาเอาหล่อนเสียที
-- จากบทความ เอาหมู เขียนโดยนามปากกาหนึ่งของ พิทักษ์ ไทรงาม นิตยสาร GM+

พิทักษ์ประหลาดใจมากกับผลตอบรับต่อบทความนี้จากสาธารณชน "ตอนผมถูกวิจารณ์ทีแรก ผมงงมาก พวกเขาไม่รู้จักธรรมชาติการเขียนชนิดนี้เลยหรือ?"

คนเราน่ะ ถ้าหิวถึงที่แล้วต่อให้เอาข้าวหมาใส่ในถังขยะ ก็ยังกินหน้าตาเฉยเลย หญิงอ้วนก็เหมือนกัน ต่อให้กูมีข้อบกพร่องยังไง พวกหล่อนก็ยินดีให้กูเอาอยู่ดี
-- จากบทความ เอาหมู เขียนโดยนามปากกาหนึ่งของ พิทักษ์ ไทรงาม นิตยสาร GM+

ในข่าว พิทักษ์เสริมว่าสิ่งที่นักเขียนแสดงออกในการเขียน ไม่จำเป็นว่าต้องสะท้อนความคิดส่วนตัวเสมอไป

คนอ้วนก็มีกลิ่นไม่ต่างจากขี้นั่นละ คนอ้วนจะมีเหงื่อออกมาก เลยมีกลิ่นเหม็น
-- จากบทความ เอาหมู เขียนโดยนามปากกาหนึ่งของ พิทักษ์ ไทรงาม นิตยสาร GM+

นักข่าวเนชั่นถามไปว่าอิสระในการแสดงความเห็นบ้านเรานั้นจำกัดเกินไปหรือไม่ หรือว่ามีแต่พวกปากว่าตาขยิบอยู่ดาษดื่น พิทักษ์ตอบแปลไทยได้ว่า "ควรมีช่องทางออกบ้าง ถ้าผมเขียนบทความนี้ในตะวันตก ผมไม่คิดว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักๆ หรอก"

ก็จริงของมันนะครับ ผู้หญิงน่ะจะดีจะชั่ว กระทั่งว่าผู้หญิงโดยมากจะชั่วมากกว่าดี ได้เอาผู้หญิงชั่วก็ดีกว่าช่วยตัวเองอยู่กับบ้านล่ะครับ
-- จากบทความ เอาหมู เขียนโดยนามปากกาหนึ่งของ พิทักษ์ ไทรงาม นิตยสาร GM+

เอกชยา สุขศิริ บ.ก. นิตยสาร GM+ (ที่กำลังจะย้ายงานไปทำที่อื่น โดยการย้ายงานไม่ได้มาจากเรื่องนี้เป็นเหตุ) ได้ยกเลิกคอลัมน์ Sexual Instinct ของพิทักษ์ลงไป พิทักษ์บอกว่าโนพล็อบเบล็ม

ลองมาดูว่าตัวบ.ก. คิดอย่างไร เอกชยาบอกว่าเสียใจที่ผู้คนไม่พอใจบทความนี้ "ในฐานะบ.ก. ผมเสียใจ" นิตยสารเล่มนี้ไม่ได้มีการกล่าวขอโทษไว้เลย แต่เอกชยาบอกว่าการที่คอลัมน์นี้หายไปเฉยๆ ก็ชัดเจนกับผู้อ่านในตัวเองอยู่แล้ว เขาบ่นว่าทีนิตยสารเล่มอื่นมีบทความแรงๆ คล้ายแบบนี้ยังไม่เห็นโดนเล่นงานอะไร ทั้งเสริมว่าในงานที่เป็นเรื่องแต่งนั้น มันไม่มีถูกมีผิด มีแต่การตีความเท่านั้น

เพราะผู้หญิงมีจิตใจไม่ดีกระมัง ร่ายกายของหล่อนจึงพลอยไม่สะอาดตามไปด้วย
-- จากบทความ เอาหมู เขียนโดยนามปากกาหนึ่งของ พิทักษ์ ไทรงาม นิตยสาร GM+

ปัจจุบันพิทักษ์เขียนหนังสือออกมามากมายโดยใช้หลายนามปากกา เขาเขียนงานได้หลากหลายแนว ตั้งแต่นิยาย ธรรมะ เซ็กส์ กุ๊กกิ๊ก ไปถึงหนังสือฮาวทูเช่นสอนประหยัดเงิน หรือเปิดกลยุทธการโกงข้อสอบ พิทักษ์เขียนหนังสือเร็วมาก บางเล่มเขียนเพียง 2 วันเสร็จ เช่น เถียงแทนทักษิณ จึงไม่น่าแปลกใจที่ปีที่แล้วจะมีผลงานหนังสือออกมาถึง 24 เล่ม

ผมฟังแล้วหัวเราะ นึกในใจว่าถ้ามีคนอ่านเขียนจดหมายมาถามว่ามันชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน ผมบอกให้ฟังแน่นอน
-- จากบทความ เอาหมู เขียนโดยนามปากกาหนึ่งของ พิทักษ์ ไทรงาม นิตยสาร GM+

* ท่านใดได้อ่านเรื่อง กูคือพระเจ้า บ้างครับ จากพันทิพ

ล่าสมบัติในหนังสือ - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

หนังสือ A Treasure's Trove ของ ไมเคิล สตัดเธอร์ ซ่อนข้อมูลลายแทงสมบัติเอาไว้ ผู้ที่พบแหล่งที่ซ่อนของใบไม้สีทอง 12 ชิ้น จะนำมาแลกเป็นเพชรมูลค่ารวม 40 ล้านบาทไทยได้ สมบัติเหล่านี้ซ่อนอยู่ทั่วประเทศอเมริกา ซึ่งจนวันนี้ก็ยังไม่มีใครพบสมบัตินี้แม้แต่ชิ้นเดียว กำหนดเวลาไล่ล่าขุมทรัพย์นี้มีจนถึงสิ้นปี ๒๕๕๐

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของนักตัดไม้ กับภรรยาครึ่งคนครึ่งเอลฟ์ (ข่าวจากยูเอสเอทูเดย์ ไม่ได้บอกว่าเป็นเอลฟ์ชนิดลอร์ดออฟเดอะริงส์ หรือเอลฟ์ในแฮรี่ พ็อตเตอร์) ที่ต่อสู้กับนางฟ้าชั่วร้าย นางฟ้าชั่วได้เสกสัตว์ป่า 12 ตัวให้กลายเป็นเพชร ดังนั้นผู้พบตำแหน่งซ่อนสัญลักษณ์เหล่านี้ในเรื่อง ก็จะนำมาแลกเพชรพลอยจริงๆ ได้

ผู้แต่งใบ้ว่าสมบัติเหล่านี้ "ไม่ได้ฝังไว้ ไม่ได้อยู่ในที่ดินส่วนบุคคล ไม่ได้อยู่ใต้สิ่งอื่น ไม่ต้องเคลื่อนย้ายอะไรเลยที่จะหาเจอ และไม่ได้อยู่ในตำแหล่งอันตรายอย่างใต้น้ำหรือในถ้ำ"

ใครอยากหาสมบัติให้ไปอ่านหนังสือเล่มนี้โดยเร็ว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ atreasurestrove.com

ถอดรหัสในหนังสือชิงเงินรางวัล - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

นวนิยายเรื่อง The Moses Riddle (ปริศนาโมเสส) โดย ฮันท์ คิงส์บิวรี เสนอเงินรางวัล $5,000 (ประมาณ 2 แสนบาท) ให้ผู้ที่สามารถถอดรหัสลับและแก้ปริศนาท้ายเล่มได้

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ถือว่าตัวเอง "แน่จริง" พอสมควร ด้วยส่งคำเชิญประลองไปยังมหาวิทยาลัยดังๆ 10 แห่งในอเมริกา เพื่อเชิญให้นักศึกษาลองถอดรหัสลับนี้ดู รายชื่อมหาวิทยาลัยดังเหล่านั้นมีเช่น ฮาร์วาร์ด ปรินซ์ตัน เยล ดุ๊ก เอ็มไอที สแตนฟอร์ด แคลเท็ค โคลัมเบีย

ผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าร่วมการถอดรหัสนี้เช่นกัน ที่ผู้เขียนส่งสารท้าทายไปยังมหาวิทยาลัยดัง เนื่องจากเขาคิดว่าปริศนาที่ตนตั้งไว้นั้นแก้ยากมาก อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.huntkingsbury.com

หนังจากหนังสือ - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

* ยังไม่ทันที่ Everything is Illuminated นำแสดงโดย เอลิจาห์ วูด จะเข้าฉาย (ต้องรอถึงเดือนสิงหาคม) พาราเมาท์ก็ได้ซื้อนวนิยายเล่มสองของ โจนาธาน ซาฟราน ฟอร์ เพื่อไปสร้างเป็นหนังแล้วเรียบร้อย เท่านั้นยังไม่พอ หนังสือเล่มแรกของภรรยาเขา (The History of Love - Nicole Krauss) ก็จะได้สร้างเป็นหนังเช่นกันจากวอร์เนอร์บราเธอร์ สรุปว่าเจริญรุ่งเรืองทั้งครอบครัว

* The Namesake ของจำปา ลาหิริ ในภาคหนังจะกำกับโดย มิรา แนร์ โดยวางตัวนักแสดงไว้แล้วดังนี้ Tabu รับบท อาชิมา, Irrfan Khan ในบท อาโชค, Kal Penn ในบท โกกอล

* Running with Scissors บันทึกชีวิตของ Augusten Burroughs ในฉบับหนัง จะมีนักแสดงดังอย่าง กวินเนธ พัลโทรว์ และ แอนเน็ต เบนนิง ส่วนผู้กำกับคือ ไรอัน เมอร์ฟีย์ โดยจะเริ่มถ่ายทำในเดือนมีนาคมที่ลอสแองเจลิส

* เอ็ดการ์ ไรท์ ที่เคยมีผลงานกำกับ Shaun of the Dead กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาสร้างหนังจากกราฟิกโนเวลเรื่อง Scott Pilgrim Volume 1 : Scott Pilgrim's Precious Little Life เนื้อเรื่องเล่าถึงหนุ่มไม่เอาถ่านคนหนึ่งที่มาเจอสาวในฝัน แต่จะได้เธอมาได้ก็ต้องต่อสู้เอาชนะแฟนเก่าที่ชั่วร้ายทั้ง 7 ของเธอให้ได้

* สถานีบีบีซีเผยทีมนักแสดง ของซีรีย์ทางโทรทัศน์ที่สร้างจาก Bleak House ของ ดิคเกนส์   ซีรีย์ทุนสูงถึง 8 ล้านปอนด์เรื่องนี้จะสร้างออกมาทั้งสิ้น 16 ตอน ตอนละครึ่งชั่วโมง และออกฉายในลักษณะละครทีวีสไตล์ soap ที่อุดมด้วยพล็อตหักมุมและเนื้อเรื่องน่าติดตาม โปรดิวเซอร์ของซีรีย์นี้บอกว่า "ดิคเกนส์เขียนหนังสือเล่มนี้ลงเป็นตอนๆ ให้มหาชนอ่าน ซึ่งแต่ละตอนเต็มไปด้วยพล็อตเรื่องและบทจบน่าระทึกใจให้อยากอ่านต่อ"

หนังสือที่บุชชอบ - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

ข่าวนิวยอร์กไทมส์ บอกว่าหากถามทำเนียบขาวว่าประธานาธิบดีบุชกำลังอ่านหนังสืออะไร จะได้คำตอบว่า His Excellency: George Washington โดยโจเซฟ เจ. เอลลิส, Alexander Hamilton โดย รอน เชอร์นาว และไบเบิล รายการหนังสือเหล่านี้ล้วนแต่ได้รับคำยกย่องจากสำนักต่างๆ

มีหนังสืออีกเล่มที่ไม่ติดในรายการ แต่บุชชอบอ่านและยังแนะนำใครต่อใครด้วย ก็คือนิยาย I Am Charlotte Simmons ของ ทอม วูลฟ์ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักศึกษาสาวและชีวิตในมหาวิทยาลัยที่ร่ำไปด้วยเบียร์และเซ็กส์ (ได้รับรางวัล Bad Sex ในปีที่แล้ว) สหายของบุชบอกว่าบุชชอบอ่านหนังสือทุกเล่มของวูลฟ์

ข่าวบอกว่าสมัยบุชเป็นหนุ่มนักศึกษาที่เยล เขาดื่มจัดและเป็นนักปาร์ตี้ตัวยงเช่นกัน นักข่าวจึงถามทำเนียบขาวว่าบุชชอบหนังสือเล่มนี้เพราะได้รำลึกความหลังหรือเปล่า หรือเพราะได้ให้ภาพคนรุ่นลูกที่ดี (ลูกสาวทั้งสองของบุชเป็นนักปาร์ตี้เช่นกัน) หรือชอบการเขียน หรือถูกทุกข้อ แต่ทำเนียบขาวไม่ได้ตอบกลับมา ดังนั้นนักข่าวจึงไปถามวูลฟ์แทนว่ารู้สึกผิดปกติไหมที่คนอายุ 58 ปี (หมายถึงบุช) จะชอบหนังสือเขาอย่างมาก วูลฟ์บอกว่า "ก็คนอายุ 74 เขียนน่ะนะ" วูลฟ์ลงคะแนนเสียงให้บุชด้วย

ข่าวนี้ย้ำอีกครั้งว่าเดือนก่อน บุชให้สัมภาษณ์กับ ไบรอัน แลมบ์ จากรายการหนังสือ C-Span บอกเรื่องการอ่านว่าเขาชอบอ่านหนังสือ บางคืนอ่านก่อนนอนได้ 20-30 หน้า หนังสือเป็นความเพลิดเพลินง่ายๆ ในชีวิต เป็นทางออกที่ดี แต่บุชไม่ได้ปริปากถึงหนังสือ I am Charlotte Simmons สักแอะเดียว

ยอดขายของ I am Charlotte Simmons - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

ข่าวธุรกิจจากนิวยอร์กไทมส์วิเคราะห์ยอดขายหนังสือ I am Charlotte Simmons ของทอม วูลฟ์ แล้วบอกว่าขายไม่ค่อยดี แม้ว่าสำนักพิมพ์จะไม่ยอมรับก็ตาม สถิติการขายถึงตอนนี้มีประมาณ 250,000 เล่ม (ตัวเลขนี้คิดเป็น 70% ของยอดขายจริง เพราะสถิติไม่ได้เก็บจากทุกที่ๆ วางขายหนังสือ เช่นไม่ได้เก็บจากร้านค้าซูเปอร์สโตร์ที่ขายหนังสือด้วย) เทียบกับที่สำนักพิมพ์ประกาศว่าจะพิมพ์ครั้งแรก 1.5 ล้านเล่ม ย่อมถือว่าขายได้น้อยกว่าที่คาด และขายไม่ดีเท่าหนังสือเล่มก่อนๆ ของวูลฟ์

นิยายเล่มก่อนของวูลฟ์ติดอันดับ 1 ในนิวยอร์กไทมส์นานสองเดือนครึ่ง นิยายเล่มนี้เปิดตัวที่อันดับ 3 และติดอันดับขายดีมาแล้ว 3 เดือน ประธานสำนักพิมพ์ Farrar, Straus บอกว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนจะขึ้นอันดับหนึ่งได้ง่ายๆ แล้ว "มีพวกหัวตอบางรายที่นั่งมันอยู่ตรงอันดับขายดีนั้น ทำให้หนังสือเล่มอื่นเข้าไปไม่ได้"

เป็นที่รู้ดีว่าหัวตอนี้คือใคร ดอทเฟย์เสนอทางแก้ปัญหาโดยแยกอันดับนิยายขายดีเป็น 2 รายการย่อย คือ อันดับแดนบราวน์ (Dan Brown List) และ อันดับอแดนบราวน์ (Non-Dan Brown List) ซึ่งน่าจะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจขึ้น

หนังสือวาเลนไทน์ - โพสต์เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 48

ข่าวบีบีซีรายงานว่าสมาชิกสมาคมนักเขียนนิยายโรแมนติกลงความเห็นให้ Pride and Prejudice ของ เจน ออสเตน เป็นหนังสือโรแมนติกที่สุด โดยผลห้าอันดับแรกเป็นดังนี้

1. Pride and Prejudice - เจน ออสเตน
2. เจน แอร์ - ชาร์ล็อต บรอนเต้
3. วิมานลอย (Gone With the Wind) - มาร์กาเร็ต มิทเชล
4. รีเบคกา - ดาฟเน ดู เมอริเยร์
5. Wuthering Heights - เอมิลี บรอนเต้

เรื่องรักของแต่ละคนย่อมต่างกันไป เรื่องรักในใจคุณคือเล่มใดกัน ?

"วาเลนไทน์คือเทศกาลที่สร้างขึ้นโดยเหล่าบริษัทผลิตการ์ดอวยพร เพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกเฮงซวยฉิบหาย"
  -- หนัง Eternal Sunshine of the Spotless Mind

โอเพ่นพักร้อน - โพสต์เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 48

โอเพ่น จะหยุดพัก โดยฉบับ 50 ที่จะออกราวสิ้นเดือนนี้มีถ้อยคำลา อ่านบทความจากมติชน

ชวนอ่านหลังเลือกตั้ง - โพสต์เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 48

* ชวนอ่าน คุยการเมือง โดย มุกหอม วงศ์เทศ (มติชน 6 กุมภาพันธ์ 2548)

"ฉันได้ยินมาว่าพรรคไทยรักไทยจะปกครองเมืองไทยไปอีกนาน" เพื่อนชาวติฮัวฮัวถามขึ้นมา หลังจากเราหาที่นั่งได้

"ใช่ ถือเป็นโชคดีของเมืองไทยและการเมืองไทย คนไทยมีคติว่า เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย แล้วรัฐบาลก็รักใคร่ประชาชนมาก ที่ติฮัวฮัวล่ะเป็นยังไงบ้าง"

กรุงเทพอยากเป็นเมืองหลวงหนังสือของโลก - โพสต์เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 48

ข่าวธุรกิจจากบางกอกโพสต์ เรื่อง Bangkok Eyes 'World Book Capital' Title (Jan 27, 2005) รายงานว่าสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ต้องการให้กรุงเทพเป็น "เมืองหลวงหนังสือโลก" ในปี ๒๕๕๑

ความหวังนี้คงเจริญรอยตามแนวทางให้กรุงเทพเป็นที่จัดงานประกวดมิสยูนิเวอร์ส เมืองแฟชั่นของโลก เป็นครัวของโลก เป็นศูนย์การผลิตรถยนต์แห่งเอเชีย และเป็นอะไรต่างๆ จิปาถะตามปรารถนาของผู้นำประเทศ (เช่น ปี ๒๕๕๒ ประเทศของเราจะปราศจากคนจน)

รายการ "เมืองหลวงหนังสือโลก" นี้เป็นการประชาสัมพันธ์การอ่าน ก่อนหน้านี้มีเมืองที่เคยได้รับเกียรตินี้คือ แมดริด (๒๕๔๔) อเล็กซานเดรีย (๒๕๔๕) นิวเดลฮี (๒๕๔๖) แอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม (๒๕๔๗) และ มอนทรีออล (๒๕๔๘) สมาคมฯ ของไทย จะยื่นความประสงค์นี้ต่อยูเนสโก ซึ่งจะพิจารณาคัดเลือกโดยดูจากข้อกำหนดต่างๆ เช่น ศักยภาพของตลาดหนังสือ จำนวนสำนักพิมพ์ จำนวนคนอ่าน จำนวนห้องสมุด

ธนะชัย สันติชัยกูล นายกสมาคมฯ กล่าวว่าทางสมาคมฯ กำลังร่วมงานกับผู้ว่ากทม. เพื่อให้บรรลุตามข้อกำหนดของยูเนสโก โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนห้องสมุด

เราอาจได้เห็นห้องสมุดเอื้ออาทรปรากฏขึ้นราวดอกเห็ดในไม่ช้านี้หรือเปล่านี่

ธนะชัยกล่าวว่า "หากกรุงเทพได้เป็นเมืองหลวงหนังสือโลก เราจะได้เป็นทางเลือกของสำนักพิมพ์ในเอเชีย ซึ่งเพิ่มจากประเทศชั้นนำสี่ประเทศทางด้านนี้คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย เราจะได้มีโอกาสเห็นสำนักพิมพ์นอกซื้อลิขสิทธิ์หนังสือไทยมากขึ้น"

สำหรับทางยูเนสโกแล้ว เมื่อตรวจสอบข้อมูลการอ่านของไทยจากสถิติที่ตนเองสำรวจไว้ ก็จะพบว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด หากยูเนสโกนึกว่าพิมพ์ผิด เมื่อตรวจสอบกับสำนักงานสถิติแห่งชาติของไทย ก็จะพบข้อมูลว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือประมาณ 3 นาทีต่อปี (ข้อมูลในปี ๒๕๔๔)

ลองเปรียบกับประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประชากรของเขาใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 109 ชั่วโมงต่อปี (ข้อมูลปี ๒๕๔๔ จาก Veronis, Suhler & Associates Investment Bankers)

ถึงแม้ข้อมูลสถิติจะเป็นอย่างนี้ แต่เนื้อความข่าวบอกว่าธนะชัยมิได้ระย่อ เขาบอกว่าสถิตินี้ได้พัฒนาดีขึ้นมากในปีที่ผ่านมา และกรุงเทพน่าจะมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นเมืองหลวงหนังสือโลก

ในปีที่แล้ว ประเทศไทยออกหนังสือมาทั้งหมด 11,680 เรื่อง ซึ่งเพิ่มจากปีที่แล้วถึง 14.29% (ข้อมูลจากสมาคมฯ) ซึ่งธนะชัย บอกว่าในอนาคต ตลาดหนังสือไทยจะเติบโตขึ้น และจะมีหนังสือกว่า 1 แสนเรื่องได้รับการตีพิมพ์ในแต่ละปี

ปัจจุบัน อเมริกาและอังกฤษออกหนังสือปีละประมาณกว่า 120,000 เรื่อง ส่วนเยอรมัน ประเทศที่เป็นอันดับสามในตลาดหนังสือโลก พิมพ์หนังสือออกมาประมาณปีละกว่า 80,000 เรื่อง น่าดีใจที่ตลาดหนังสือไทยจะทัดเทียมตลาดหนังสืออเมริกาและอังกฤษได้ในไม่ช้า และน่าภูมิใจว่าเราใฝ่ฝันจะเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดหนังสือโลกได้เหมือนกัน

ดังที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้จริงๆ ว่าจินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้

นิตยสาร โลกวรรณกรรม - โพสต์เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 48

จุดประกายวรรณกรรม รายงานความคืบหน้าของนิตยสารวรรณกรรมของไทย รายสองเดือน ที่จะออกฉบับปฐมฤกษ์เดือนมีนาคม เนื้อหาประกอบด้วยคอลัมน์ประจำจากนักเขียนต่างๆ 20% บทวิจารณ์ 30% การแนะนำหนังสือ 30% ข่าวคราววงการหนังสือ 10% และบทความจากปก 10% ราคาขาย 80 บาท

อ่านบทความฉบับเต็มจากจุดประกายวรรณกรรม

ข่าวร้ายของคนอ่านนิวยอร์กไทมส์ฉบับเน็ต - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

นิวยอร์กไทมส์ประกาศให้คนทั่วไปใจชื้นว่ายังไม่มีแผนการเก็บเงินค่าเข้าชมเว็บในเร็ววันนี้ แต่แบบสำรวจออนไลน์บอกเป็นนัยๆ ว่าคนอ่านเว็บอาจจะต้องจ่ายเงินในไม่ช้า โดยบอกว่าเว็บไซต์จะเก็บเงินผู้อ่านที่ไม่ได้บอกรับหนังสือพิมพ์ ในราคา $13.99-$15.99 ต่อเดือน หรือถ้าจะเสียแบบรายวันก็ตกวันละ $1

ฟังแล้วเราก็ใจแป้วเหมือนกัน แล้วทีนี้จะไปหาข่าวที่ไหนมาเล่าให้คนอ่านฟังล่ะ

ห้องสมุดมารวย - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

ชวนรู้จักรูปโฉมใหม่ของห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เปิดบริการประชาชนทั่วไป ในห้องสมุดมีคอมพิวเตอร์ และมีจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต Wi-fi 4 จุด ดังนั้นผู้ใช้บริการสามารถนำโน้ตบุ๊กเข้าไปเล่นเน็ตได้ นอกจากนั้นยังมีเครื่องเล่นซีดี mp3 เทป และมีเกมหมากรุก สแครบเบิล ให้เล่นด้วย

ห้องสมุดแห่งนี้มี 2 ชั้น มีร้านกาแฟ และขึ้นไปชั้นสามก็เป็นร้านหนังสือ ผู้สนใจสามารถเข้าใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากต้องการยืมหนังสือจะต้องเป็นสมาชิก โดยเสียค่าสมาชิก 100 บาท พร้อมนำหลักฐานบัตรประชาชน และจ่ายค่าประกันความเสียหายในราคาที่เลือกได้ ระดับบัตรทองจ่ายค่าประกัน 1,500 บาท โดยสมาชิกสามารถยืมข้อมูลได้ทุกประเภท ระดับบัตรเงินจ่ายค่าประกัน 300 บาท โดยยืมหนังสือไทย, English for You และหนังสือเสริมความรู้ภาษาอังกฤษได้ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้จากบทความของผู้จัดการ

ห้องสมุดมารวย ที่ตั้ง : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ติดกับศูนย์ประชุมสิริกิติ์
มาอย่างไร : โดยสารรถใต้ดินมาที่สถานีศูนย์สิริกิติ์ แล้วออกทางขึ้นตลาดหลักทรัพย์ (ทางออก 2 หรือ 4)
เวลาเปิดบริการ : 8.30 - 23.00 ทุกวันไม่เว้นวันหยุด ติดต่อ : 02-229-2061-66

เว็บไซต์มุราคามิ - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

สำนักพิมพ์นอฟทำเว็บไซต์มุราคามิได้สวยมาก มีทั้งบทรีวิวหนังสือ ตัวอย่างบางตอนจากหนังสือ ข้อเสียอย่างร้ายคือบังคับให้ฟังเพลงในหน้าแรก (แม้จะมีปุ่มให้ปิดเสียงได้ อยู่ตรงสี่เหลี่ยมขวาล่างสุด แต่ทุกครั้งที่กลับมาที่หน้าแรก ปุ่มนี้จะถูกตั้งค่าใหม่ให้เปิดเพลง) ดังนั้นหากรำคาญขอให้ปิดลำโพงเสียงไปเลย (ดอทเฟย์แจ้งความรำคาญนี้ไปที่เว็บมาสเตอร์ของสำนักพิมพ์แล้ว แต่ถ้าจะร่วมด้วยช่วยกันให้ความเห็นก็ไม่เป็นไร)

* นักเขียนไทยอีกคนที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองคือ ปราบดา หยุ่น ว่างๆ ไปแวะชมได้ที่ typhoonbooks.com

หนังสืออัล เคดา ในอเมริกา - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

สำนักพิมพ์ดับเบิลเดย์จะจัดพิมพ์หนังสือ The Al Qaeda Reader ฉบับภาษาอังกฤษออกวางขายปีหน้า โดยหนังสือเล่มนี้รวมความคิดของบิน ลาเดน และผู้นำอัล เคดาคนอื่นๆ รวมถึงบทสัมภาษณ์ การจัดพิมพ์นี้ได้รับการวิจารณ์ต่อต้านจากผู้ที่เสียญาติพี่น้องจากเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรด แต่สำนักพิมพ์บอกว่าเราจำต้องรู้จักศัตรู และหนังสือเล่มนี้จะเป็นการให้ความรู้นี้แก่อเมริกันชน

สำนักพิมพ์ยังบอกด้วยว่าจะบริจาคกำไรจากหนังสือแก่มูลนิธิการกุศล ส่วนค่าตอบแทนการจัดทำหนังสือ จะจ่ายให้แก่ผู้แปลงานจากภาษาอาหรับเป็นภาษาอังกฤษ (โดยปกติแล้ว ผู้เขียนฉบับดั้งเดิมควรได้เงินค่าตอบแทนด้วย ในกรณีนี้คือ บิน ลาเดน และ ซาวาฮิรี) ดังนั้นโฆษกของสำนักพิมพ์จึงบอกว่า "จริงๆ พวกเขาฟ้องเราได้ค่ะ" และบอกว่า "เราจะไม่จ่ายค่าตอบแทนให้โอซามา บิน ลาเดน หรือผู้ก่อการร้ายคนใดก็ตาม"

ระวังบิน ลาเดน จะขอมาแจกลายเซ็นและออกทัวร์หนังสือด้วยล่ะ

รางวัลชื่อหนังสือแปลกที่สุดแห่งปี - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

รางวัลหนังสือชื่อแปลกที่สุดของปีที่แล้ว ตกเป็นของ Bombproof Your Horse หนังสือคู่มือการป้องกันภัยระเบิดสำหรับม้าของเรา โดยสอนนักขี่ม้าว่าเมื่อมีเสียงดังผิดปกติหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ม้าตื่นตกใจ จะมีเทคนิคอย่างไรให้ม้าสงบลง

ปีเตอร์ แจ็กสัน จะสร้างหนังจาก The Lovely Bones - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

ปีเตอร์ แจ็กสัน ผู้กำกับหนังลอร์ดออฟเดอะริงส์ จะทำหนังจากหนังสือขายดีเรื่อง The Lovely Bones (2002) ที่เล่าเรื่องเด็กหญิงวัย 14 ที่ถูกฆ่าข่มขืน และเล่าเรื่องของเธอจากสวรรค์ แจ็กสันจะร่วมเขียนบทกับทีมงานเก่าจากหนังริงส์ คือ ฟราน วอลช์ และ ฟิลิปปา บอยเอนส์ โดยวางแผนจะเขียนบทให้เสร็จก่อนไปขอเงินทุนจากสตูดิโอ เพื่อจะได้มีเวลาเขียนบทได้ตามสบายอย่างไม่ต้องกังวลถึงเดดไลน์ ทั้งสามจะเริ่มเขียนบทต้นปีหน้า ดังนั้นคาดว่าหนังจะได้เข้าฉายอย่างเร็วในกลางปี 2007

ลองดูว่าแจ็กสันกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่าอย่างไร "เลิฟลีโบนส์มีส่วนผสมที่หายาก คือเป็นเรื่องโศกนาฏกรรมชีวิตที่เศร้าหัวใจสลาย ทารุณ แต่ยังแฝงด้วยการแสดงออกของความเข้าใจ ความรัก และความเห็นอกเห็นใจ" เขาบอกว่าความท้าทายของหนังคือการแสดงภาพซูซี่ เด็กสาวตัวเอกในสวรรค์ อลิซ ซีโบลด์ ผู้เขียนเล่าภาพสวรรค์ไว้อย่างเปิดกว้างให้จินตนาการ ดังนั้นแจ็กสันจึงบอกว่าท้าทาย เพราะสวรรค์ของซูซี่ต้องเหนือจริง และต้องเปี่ยมอารมณ์ด้วย

แฟนๆ ของแจ็กสันคงไม่แปลกใจ เพราะเขาเคยสร้างหนังสไตล์ที่ลึกซึ้งในอารมณ์มาแล้วจาก Heavenly Creatures แสดงนำโดย เคต วินสเล็ต ที่เล่าเรื่องสาววัยรุ่น 2 คนที่ติดคุกในนิวซีแลนด์ในปี 1954 เนื่องจากร่วมกันฆ่าแม่ของตัวเอง (แม่ของเด็กสาวคนหนึ่งในสองนางนี้)

เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกมา ก็ปรากฏว่าหนังสือเลิฟลีโบนส์ขายดิบขายดี โดยร้านวิทคูลส์ในนิวซีแลนด์ บอกว่าหนังสือขายดีเพิ่มขึ้น 400% ทีเดียว ร้านหนังสือบางร้านขายได้หมดเกลี้ยงภายในวันที่ข่าวนี้แถลงออกมา

ระหว่างรอชม แฟนหนังริงส์อย่าพลาดชมฉบับ extended version ของทั้งสามภาค

พิพิธภัณฑ์ลูฟว์อนุญาตให้หนังรหัสลับดาวินชีใช้สถานที่ถ่ายทำ - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

พิพิธภัณฑ์ลูฟว์อนุญาตให้หนังรหัสลับฯ ในสถานที่ถ่ายหนังได้ โดยมีกำหนดถ่ายทำในเดือนพฤษภาคม คาดว่าทีมงานหนังจะถ่ายทำที่สถานที่แห่งนี้ยามกลางคืน (ตามเวลาที่เกิดเหตุของฉากในท้องเรื่อง) หรือในวันอังคารที่พิพิธภัณฑ์ปิด ก่อนหน้านี้มีหนังเรื่องอื่นที่ถ่ายทำที่นี่มาแล้ว เช่น Belphegor (1999) เกี่ยวกับผีที่หลอกหลอนตามพิพิธภัณฑ์ดังๆ

ส่วนบทโซฟี สาวนักถอดรหัสในเรื่องจะรับบทโดย Audrey Tautou นักแสดงที่มีผลงานจาก Amelie (2001) และ Dirty Pretty Things (2002) น่าดูมากทั้งสองเรื่อง

จิปาถะหนังจากหนังสือ - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

* โรเบิร์ต เซเมคคิส จะกำกับหนังจากหนังสือ The Corrections ของโจนาธาน ฟรานเซน ความคืบหน้าของหนังขณะนี้อยู่ระหว่างการเขียนบทภาพยนตร์โดย เดวิด แฮร์

* ก่อนหน้านี้ เซเมคคิสเพิ่งจะตกลงกำกับหนัง Beowulf เซเมคคิสผู้รื่นเริงใจในการทำสเปเชียลเอฟเฟคอย่างยิ่งคงจะสนุกมากกับการทำหนังเรื่องนี้ เนื่องจากจะได้ร่วมมือกับ นีล เกแมน ถ่ายทำในเทคนิคเดียวกับหนัง The Polar Express (หนังของเซเมคคิสที่ดอทเฟย์เห็นตัวอย่างแล้วมีอาการดังภาพ The Scream ของมันช์)

ภิญโญ ในเนชั่น - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

บทความ Working against the market ในเนชั่น บอกเล่าถึงภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บ.ก. ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Open (นิตยสารที่ดอทเฟย์รักเป็นหนักหนา) เขาบอกว่าโอเพ่นเป็นอิสระในสื่อสารมวลชน มากกว่าจะเป็นการแสวงหากำไร แนวคิดของนิตยสารเล่มนี้คือการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่สังคม

หากเหลียวมองดูนิตยสารส่วนใหญ่ในปัจจุบัน แนวคิดนี้อาจจะเชยตกขอบ แต่ภิญโญบอก (แปลเป็นไทย) ว่า "ผมต้องการจะแตกต่าง เป็นตัวอย่าง เป็นการบอกคนรุ่นต่อไปว่ายังมีคนที่กล้าฝืนกระแส" ความแตกต่างในที่นี้คือการนำเสนอสิ่งที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่เพียงแต่จะขายพื้นที่โฆษณา

นิตยสารสมัยก่อนเช่น ลลนา มีบ.ก. เป็นที่รักและผูกใจนักอ่านได้อย่างเหลือเกิน มีนิตยสารเล่มใดบ้างหรือไม่ในยุคนี้ที่ทำให้คุณติดตามอ่านด้วยความนิยมในตัวบ.ก. ได้เช่นนั้น

อย่าพลาด Capturing the Friedmans - โพสต์เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 48

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือ แต่อยากบอกเป็นข่าวฝาก

แคปเจอริงเดอะฟรีดแมนส์ เป็นสารคดีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ได้ดูในรอบหลายปีนี้ จึงอยากแนะนำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ชมในกรุงเทพที่มีโอกาสดูที่ลิโด (หนังเรื่องนี้ออกเป็นดีวีดีแล้ว ใครอยู่ไกลก็หาดีวีดีมาดูได้) สารคดีเรื่องนี้ทำให้เราได้ทบทวนความคิดหลายเรื่อง ผู้ชมจำนวนมากไม่น่าจะไถ่ถอนตัวจากหนังเรื่องนี้ได้ง่ายๆ แม้เมื่อเครดิตหนังจะจบลงไปนานแล้ว

ครอบครัวฟรีดแมนในเรื่องขมขื่นเกินบรรยาย แต่ขอให้ได้ชมด้วยตัวเอง สารคดีเรื่องนี้ทิ้งความรู้สึกในใจได้ลึกซึ้ง

สารคดีเรื่องนี้เล่าความของครอบครัวฟรีดแมน เมื่อหัวหน้าครอบครัวและลูกชายถูกปรักปรำว่าล่วงเกินทางเพศต่อเด็กๆ สารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องได้น่าทึ่งมาก ผู้เล่าเรื่องทิ้งคำถามในใจคุณเกี่ยวกับความจริงและความทรงจำ

สารคดีเรื่องนี้มีข้อมูลชนิดในฝันของคนทำหนัง เพราะครอบครัวนี้มีภาพโฮมวีดิโอจำนวนมาก คำว่าภาพแทนคำนับพันใช้กับสารคดีเรื่องนี้ได้จริงจังอย่างทำให้ใจสลายทีเดียว
 

 

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ