|
บทความนิวยอร์กไทมส์เรื่อง Come Meet the Author, but Open Your Wallet บอกว่าร้านหนังสืออิสระในอเมริกาเริ่มขายตั๋วสำหรับเข้าชมงานพบปะนักเขียน ร้านหนังสือมักจัดงานเช่นนี้บ่อยๆ เพราะตนเองก็ได้ประโยชน์ การปรากฏตัวของนักเขียนช่วยดึงดูดให้คนมาร้านหนังสือและได้ขายหนังสือ ส่วนนักเขียนเองก็ได้ประชาสัมพันธ์หนังสือออกใหม่ของตัวเอง ได้แจกลายเซ็น ได้ออกข่าวในสื่อท้องถิ่น ต้นทุนการจัดงานเหล่านี้มาจากร้านหนังสือที่ต้องใช้คนและแรงงานจัดที่ทาง เตรียมโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ และจากสำนักพิมพ์ที่จ่ายเงินค่าเดินทางให้ผู้เขียนเดินสายโปรโมตตามเมืองต่างๆ ปกติงานเหล่านี้จัดให้คนเข้าร่วมฟรี ปัจจุบัน ร้านหนังสืออิสระอยู่รอดยากเต็มทีเพราะลดราคาสู้ร้านออนไลน์ไม่ได้ ทำให้ร้านหนังสือเริ่มคิดเงินค่าเข้าร่วมงานพบนักเขียน เช่นร้านโบลเดอร์ในโคโลราโดคิดเงิน $5 (ประมาณ 154 บาท) ส่วนร้านเคปเลอร์ที่แคลิฟอร์เนียให้ผู้ร่วมงานซื้อบัตรของขวัญมูลค่า $10 (เข้าชมได้ 2 คน) หรือซื้อหนังสือเล่มที่นักเขียนกำลังโปรโมต เจ้าของร้านหนังสือหลายคนบอกว่าเหตุที่ต้องคิดเงินก็เพราะ "มีคนมากเกินไปที่มาร่วมงานเป็นประจำ แต่กลับซื้อหนังสือทางออนไลน์ ลูกค้าสมัยนี้เห็นร้านหนังสือเป็นแค่ห้องสมุดชนิดหนึ่ง---เป็นที่มาเลือกดู ค้นคว้าอะไรที่ไม่จริงจัง และมาดูรายการหนังสือแนะนำจากเจ้าหน้าที่ร้าน" แนนซี แซลมอน ผู้จัดการร้านเคปเลอร์บอกว่า "พวกนี้พิมพ์ชื่อหนังสือลงในไอโฟนแล้วก็กลับบ้าน เรารู้ว่าเขาจะทำอะไร ฉันต้องมีน้ำอดน้ำทนมากๆ" แอนน์ ฮอลแมน ผู้จัดการร้านหนังสือคิงส์อิงลิชในซอลต์เลกซิตี้กล่าวว่า "เราไม่อยากจัดงานที่คนต้องเสียตังค์เข้า แต่เราก็จัดงานใหญ่ๆ ให้เข้าฟรีไม่ได้เหมือนกัน ในเมื่อเราต้องลงเงินมากแต่ทุกคนไปซื้อหนังสือจากที่อื่นกันหมด" ปัจจุบันร้านนี้จัดงานปีละ 150 งาน และงานครึ่งหนึ่งเป็นงานต้องเสียค่าเข้าชม เฮเทอร์ เกน ผู้จัดการการตลาดของร้านหนังสือฮาร์วาร์ดในแมสซาชูเซตส์พูดตรงๆ ว่า "เราทำธุรกิจ เราไม่ใช่เป็นแค่โชว์รูมให้อเมซอน" ปัจจุบันร้านยักษ์ใหญ่บาร์นส์แอนด์โนเบิลยังไม่คิดเงินค่าร่วมกิจกรรม
ร้านหนังสือ Last Bookstore ที่เพิ่งเปิดใหม่เดือนนี้ในย่านดาวน์ทาวน์ลอสแองเจลิส สวนกระแสยุคที่ร้านอิสระพากันเจ๊ง ร้านนี้มีขนาด 929 ตร.ม. ขายหนังสือใหม่และเก่า เจ้าของร้านชื่อจอช สเปนเซอร์ วัย 36 ปี บอกว่า "ผมคิดว่าหนังสือจะกลายเป็นเหมือนอย่างแผ่นเสียงในสมัยนี้" คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือน้อยลงทุกที "ผมว่านี่อาจเป็นคนรุ่นสุดท้าย" ดูชื่อร้านของเขาซี ส่วนนักเขียนอย่าง แอนน์ แพตเชตต์ ที่เคยไปร่วมงานที่ร้านเคปเลอร์บอกว่าเห็นใจร้านหนังสือ แต่ก็ห่วงคนที่ไม่มีเงินพอซื้อหนังสือปกแข็ง (เพราะหนังสือออกใหม่มักเป็นปกแข็ง) โดยเฉพาะนักเรียนและคนชรา "ฉันไม่อยากให้คนที่ไม่รู้จักฉัน และไม่มีอะไรทำในคืนวันพุธถูกกีดกัน เขาก็เป็นนักอ่านของเรา" สำนักพิมพ์ที่ไม่ออกนามเจ้าหนึ่งบอกว่า "เราจ่ายเงินค่าเดินทางให้นักเขียนไปร้านหนังสือ แล้วร้านก็หาเงินจากการนี้หรอกรึ" ส่วนลูกค้ามีความเห็นต่างกันไป บ้างไม่เกี่ยงงอนจะจ่ายเงินนี้ บ้างบอกว่าจะไม่ยอมจ่ายเด็ดขาด แล้วคุณเล่าเห็นอย่างไร ดอทว่าถ้าไม่บังคับกันมากก็น่าจะให้ซื้อหนังสือ 1 เล่มอะไรก็ได้ ใช้เป็นตั๋วชมงานได้ หรือซื้อตั๋วเป็นบัตรของขวัญเพื่อนำไปแลกซื้อหนังสือในอนาคต อย่างนี้คงดีเหมือนกัน ถ้าคิดค่าตั๋วเปล่าๆ นี่ ไม่รักกันจริงคงไม่เสียเงินไปชม แต่ถึงยังไง ดอทมั่นใจว่าร้านค้าจะไม่คิดเงินค่าชมนักเขียนหน้าใหม่เด็ดขาด เพราะยังไม่มีฐานแฟนๆ เดี๋ยวนักเขียนนั่งหน้าแห้งไม่มีคนมาฟังตัวพูดเลยคงเหงาสิ้นดี ส่วนเรื่องการอยู่รอดของร้านหนังสือนั้น เร็วๆ นี้ รัฐมนตรีออสเตรเลียชื่อนิก เชอร์รี ทำนายว่าการขายหนังสือออนไลน์จะทำให้ร้านหนังสือในออสเตรเลียพากันเจ๊งภายใน 5 ปี เราจะไม่เห็นร้านหนังสืออีก ยกเว้นร้านหนังสือพิเศษๆ ไม่กี่ร้านในเมืองใหญ่
บทความ The Pleasures and Perils of Creative Translation โดย เจมส์ แคมป์เบลล์ น่าสนใจทีเดียว ปลายปีที่แล้วแคมป์เบลล์นำนิยายฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลต่อตัวเขามาอ่านอีกครั้ง โดยอ่านในภาษาต้นฉบับ เขาเคยอ่านหนังสือพวกนี้นานแล้วในฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ หนึ่งในหนังสือที่เขาเลือกคือ คนนอก (1942) ของ อัลแบร์ กามูส์ เมื่ออ่านไปก็เทียบกับฉบับแปลที่เขาเคยอ่านไปด้วย ทำให้เขาตกใจเพราะผู้แปลฉบับปี 1946 (สจ็วร์ต กิลเบิร์ต เพื่อนของเจมส์ จอยซ์) เติมวลีเข้าไปและเปลี่ยนความหมายของบางถ้อยคำ บ้างเป็นเรื่องที่ดูเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ได้เปลี่ยนท่าที การพูดการตอบคำถาม เปลี่ยนตัวละครตัวนั้นไป เช่น การผงกศีรษะเงียบๆ แปลเป็น โบกมือและกล่าวทักทาย พอไปอ่านเรื่องอื่น แคมป์เบลล์ก็เจอเหตุการณ์คล้ายคลึงกันนี้ แคมป์เบลล์บอกว่านักอ่านส่วนมากไม่ห่วงเรื่องความถูกต้องซื่อสัตย์ในการแปล เพราะยินดีแล้วที่ได้อ่านหนังสือต่างประเทศ "อย่างไรก็ตาม ผมมักสงสัยว่าคนหมายความว่าอะไร เวลาคนบอกว่าชอบที่--ยกตัวอย่าง ฮารุกิ มุราคามิ---เขียน หรือพาสเตอร์แน็กเขียน นักวิชาการสวีเดนให้รางวัลแก่อะไรกันแน่ ตอนมอบรางวัลโนเบลให้เกาซิงเจี้ยนในปี 2000" หรือกระทั่งว่าตัวเองหมายความอย่างไรเวลาพร่ำพูดถึงการเขียนจากความรู้สึกของกามูส์ "ถึงอย่างไร สิ่งที่ผมอ่านคือนิยายภาษาอังกฤษโดยกิลเบิร์ต ที่อิงจากความคิดดั้งเดิมของนักเขียนฝรั่งเศส" แคมป์เบลล์ดีใจที่เขาได้อ่านนิยายที่คิดว่าตนคุ้นเคยเป็นครั้งแรก แต่ก็รู้สึกสูญเสียอดีตส่วนหนึ่งไปเช่นกัน อนึ่ง บทความนี้บอกว่า คนนอก ฉบับแปลใหม่โดย แมตทิว วอร์ด นั้นแปลใกล้เคียงกับต้นฉบับมากกว่าฉบับของกิลเบิร์ตมาก ตรงนี้ทำให้ดอทไปหยิบหนังสือในตู้มาดูเลยเชียวว่าฉบับที่อ่านนั้นแปลโดยใครกันแน่หนอ น่าดีใจที่เป็นฉบับแปลของวอร์ด (หนังสือเรื่องนี้ดีมากๆ เลยนะ เขียนดีมาก ถ้ายังไม่ได้อ่านขอแนะนำให้อ่านโดยไม่รอช้า แถมฉบับแปลบ้านเราแปลจากภาษาฝรั่งเศสด้วย) ดอทคิดว่าน่าดีใจแล้วที่เรามีหนังสือแปลให้อ่าน น่าดีใจแล้วที่เราได้อ่านฉบับดีที่สุดที่จะมีให้อ่านในตอนนั้น และน่าดีใจว่าในอนาคต คนรุ่นหลังอาจได้อ่านฉบับแปลที่ดีกว่าที่เราอ่าน---เมื่อมีคนอื่นมาแปลใหม่ ดอทจึงรู้สึกว่าการมีหนังสือแปลเป็นเรื่องดี---เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แมตทิว วอร์ด ผู้แปล คนนอก เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1990 จากโรคเอดส์ด้วยวัยเพียง 39 ปี น่าเสียดายจริงๆ นักอ่านภาษาอังกฤษทั่วโลกต้องขอบคุณเขา เพราะเขาแปล คนนอก ดีมาก (ฉบับแปลออกมาก่อนเขาเสียชีวิต 2 ปี เขาใช้เวลาแปลเกือบ 3 ปี) ใครๆ บอกว่าฉบับแปลของเขาทำให้ผู้คนได้อ่าน คนนอก ฉบับที่ดีกว่าการแปลฉบับก่อนซึ่งแปลมาแล้วกว่าสี่สิบปี วอร์ดแปลประโยคขึ้นต้นของ คนนอก ว่า "มามองตายวันนี้" จากที่กิลเบิร์ตแปลว่า "แม่ตายวันนี้" วอร์ดให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์ ว่า "ผมไม่ใช้คำว่า Mommy เพราะเป็นคำของวัฒนธรรมเรา [วัฒนธรรมอเมริกัน -ผู้แปล] Mother เป็นคำที่เย็นชากว่า เมื่อกิลเบิร์ตใช้คำนี้ เขาได้เปลี่ยนสิ่งสำคัญในความเซนซิทีฟของเมอโซตัวละครเอกไป และเปลี่ยนสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างเมอโซกับแม่ ถ้าเมอโซเรียกแม่เพียงว่า Mother ก็จะไม่ซับซ้อนขนาดนี้ ความสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาจะเปลี่ยนไป--แม่จะดูห่างเหินจากลูกชาย แต่ในฐานะผู้แปล ผมไม่มีเสรีที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์นี้" วอร์ดแปลงานที่กิลเบิร์ตเคยแปลไว้จำนวนมาก
อัลแบร์ กามูส์ (1913 - 1960) ได้รับรางวัลโนเบลปี 1957 Aujourd-hui, maman est morte. Ou peut-etre hier, je ne sais pas. J'ai recu un telegramme de l'asile: ''Mere decedee. Enterrement demain. Sentiments distingues.'' Cela ne veut rien dire. C'etait peut-etre hier.
The 100 greatest non-fiction books เป็นรายชื่อสารคดีที่การ์เดียนภูมิใจนำเสนอ ดูโดยรวมแล้วดอทชอบใจทีเดียวและเห็นว่าเป็นฉบับชาวบ้าน ไม่ดัดจริตไต่บันไดอะไรมากมาย จึงอยากแนะนำให้ลองชม เรื่องน่าดีใจคือมีสารคดีดีๆ อีกมากที่ไม่อยู่ในรายการ แปลว่าโลกนี้มีงานเขียนดีๆ อีกมากทีเดียวรอให้เราไปรู้จัก ดอทว่าสารคดีด้านวิทยาศาสตร์ควรมี The Elegant Universe ซึ่งแทนที่หนังสือของฮอว์กิงได้ ดอทเคยชื่นชมบูชาฮอว์กิงมาก แต่พอได้อ่านไบรอัน กรีน ก็ต้องบอกว่าชอบเขามากกว่าฮอว์กิงเสียอีก หนังสือคนๆ นี้ติดตามอ่านได้ทุกเล่ม อย่าพลาดเลยเชียว ดอทเชื่อว่าหนังสือดีที่สุดสำหรับเราคือหนังสือที่เราเลือกเอง ไม่มีใครหน้าไหนทรงสิทธิ์ในการบอกว่าเราควรอ่านอะไร หลายคนที่ชอบแต่งตัวเป็นผู้รู้มาบอกว่าใครควรอ่านอะไรนั้น เอาเข้าจริงๆ พวกเขาเป็นพวกบ้องตื้นที่สุดที่ไม่เคยอ่านอะไรใหม่ๆ เลยมานานเป็นสิบปีแล้วก็มี ดังนั้นจงเชื่อในตัวเอง เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราดีไปกว่าเรา
หนังสือเรื่องนี้เกี่ยวกับเด็กหนุ่มอินเดียชื่อ พาย ซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของสวนสัตว์ พายประสบเหตุเรืออับปางจนต้องอยู่ในเรือชูชีพกับยีราฟ หมาไน อุรังอุตัง และเสือนาน 227 วัน อั้งลี่ถ่ายพายและเสือแยกกันแล้วค่อยเอามาตัดต่อให้อยู่ด้วยกัน ผู้รับบทพายเป็นดาราหน้าใหม่ที่คัดตัวจากผู้สมัครร่วม 3,000 คน เป็นนักเรียนวัย 17 ปีจากนิวเดลีชื่อ สุราจ ชาร์มา ดังแสดงในรูป อั้งลี่ใช้เวลาสองเดือนเพื่อหานักแสดงนำจากอินเดียและเลือกสุราจเพราะใบหน้าซื่อบริสุทธิ์ (ข่าวซุบซิบรายงานว่าอดีตแฟนสาวของเขาเล่าให้สื่ออังกฤษฟังว่าเขาทิ้งเธอเมื่อได้บทนี้ ทั้งที่เคยสัญญาว่าจะนำเงินค่าตัวมาซื้อบ้านและแต่งงานกัน คู่นี้เป็นแฟนกันตั้งแต่อายุ 13) โทบี แม็กไกวร์ จากสไปเดอร์แมน ร่วมเล่นในหนังเรื่องนี้ด้วย Life of Pi ได้รางวัลบุ๊กเกอร์ปี 2001 หนังสือนี้มีฉบับแปลไทยชื่อ การเดินทางของพาย พาเทล
บทความ Darkness Too Visible จาก วอลล์สตรีตเจอร์นัล บอกว่าหนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น (12-18 ปี) สมัยนี้มีเนื้อหาโหดและมืดมาก แทนที่จะเป็นเรื่องใสๆ กลับมีแต่เรื่องลักพาตัว การถูกคนในครอบครัวข่มขืน การถูกทำร้ายร่างกาย การฆ่าตัวตาย การทำร้ายตัวเอง หนังสือเด็กก่อนวัยรุ่นที่ว่ามืดแล้วในยุคก่อนยังเทียบไม่ได้กับยุคนี้ ผู้เขียนบอกว่าคนที่คอยแนะนำว่าเด็กๆ ควรอ่านอะไร จะถูกเรียกว่า "แบน" หนังสือ ซึ่งพ่อแม่เด็กกลับเห็นว่าเป็นการใช้ "วิจารณญาณ" และเป็นเรื่องของ "รสนิยม" ร้านหนังสือเช่น Politics & Prose ในวอชิงตันดีซี จัดแผนก PG-15 วางหนังสือสำหรับวัยรุ่นที่โตขึ้นมาหน่อย แม้เจ้าของร้านรู้ว่าอาจเสี่ยงต่อการล่อใจให้เด็กๆ ไปสนใจหนังสือมุมนั้น npr ลงความเห็นน่าสนใจของ ลินดา โฮล์มส์ ต่อบทความนี้ เธอถามตรงๆ ว่าจำตอนเราอายุ 15 ได้ไหม เป็นช่วงที่ต้องเจออะไรใหม่ซับซ้อนๆ เยอะ เด็กที่อ่านเรื่องมืดๆ นั้น ถ้าไม่มีเรื่องวัยรุ่นมืดๆ ให้อ่าน เขาก็ไปอ่านนิยายมืดๆ ของผู้ใหญ่อยู่ดี โฮล์มส์เล่าว่าเธออ่าน รีเบคกา ตอนปอห้า วิมานลอย ตอนปอหก อ่านสตีเฟน คิง ตอน 12-13 ได้เรียนเรื่อง Animal Farm และ จ้าวแห่งแมลงวัน ในโรงเรียน แถมตอนมอปลายได้เรียนวิชาที่ต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนในครอบครัวฆ่ากันเอง การฆ่าตัวตายคู่ การจมน้ำ การถูกฆ่าบนเตียง วิชานี้ชื่อเช็กสเปียร์ โฮล์มส์กล่าวว่าการแบนหนังสือคือการแบน ไม่ใช่การแนะนำ การที่มนุษย์คนหนึ่งห้ามไม่ให้มนุษย์อีกคนหนึ่งอ่านหนังสือถือเป็นเรื่องร้ายแรง จริงอยู่ ใช่ว่าหนังสือทุกเล่มจะเหมาะกับทุกคน แต่การห้ามไม่ให้เด็กก่อนวัยรุ่นเลือกหนังสือสักเล่มมาอ่าน เพราะเห็นว่าหนังสือเล่มนี้บอกเล่าพฤติกรรมที่เราไม่อยากให้เด็กเอาตาม ย่อมเป็นการตัดโอกาสเด็กคนนั้น เพื่อแลกกับความสบายใจส่วนตัวของผู้ห้ามปราม โฮล์มจบบทความว่า "การไม่ได้อ่านหนังสือน่ากลัว แปลก มืดมน หรือสกปรก จะไม่ทำให้ฉันกลายเป็นเด็กที่ต่างไปจากนี้ และย่อมไม่ทำให้ฉันเป็นเด็กที่มีความสุขมากขึ้น
ข่าวนี้ไร้สาระจนดอทไม่คิดนำมาเล่าเมื่อเห็นครั้งแรก แต่บันทึกไว้ก็ดี วี เอส ไนพอล ออกมาบอกว่าไม่เห็นนักเขียนหญิงคนไหนที่ทัดเทียมเขาได้ ไม่แม้กระทั่งเจน ออสเตน เขาบอกว่านักเขียนหญิงนั้น "ต่างออกไปมากทีเดียว" "ผมอ่านข้อเขียน พอจบย่อหน้าแรกหรือย่อหน้าสอง ผมก็รู้แล้วว่าผู้หญิงเขียนหรือเปล่า" แถมบอกว่าที่ผู้หญิงเขียนสู้เขาไม่ได้เพราะ "อ่อนไหว มองโลกแคบ" "เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ ผู้หญิงไม่ใช่เจ้านายใหญ่ในบ้าน จึงออกมากับการเขียนด้วย" นักเขียนบางคนนั้น ถ้าไม่รู้จักตัวจริงแล้วเราอาจจะชอบงานเขียนเขามากกว่าก็ได้ การ์เดียนเพิ่งทำบททดสอบว่าเรารู้เพศนักเขียนสู้วีเอส ไนพอล ได้ไหม ดอทว่าจริงๆ ควรเอาไปให้เจ้าตัวทำมากกว่า จะได้เช็คว่าดีจริงอย่างที่อ้างหรือเปล่า
อีฟนิงสแตนดาร์ด เปิดเผยข่าวช็อกว่า เด็กลอนดอนหนึ่งในสามไม่มีหนังสือ และเด็กหนึ่งในสี่จบโรงเรียนประถมโดยอ่านและเขียนได้ไม่ถูกต้อง หนึ่งในสามของเด็กที่มีปัญหาในการอ่านเขียนเมื่ออายุ 5 ขวบจะมีปัญหาเดิมแม้จะอายุสามสิบ เรื่องนี้ทำให้สื่อนี้อดห่วงอนาคตเด็กในชาติไม่ได้ ทั้งนี้เมื่อดูจากสถิตินักโทษ พบว่าผู้ต้องขัง 48% จัดในหมวด "ไม่รู้หนังสือในระดับใช้งาน" นั่นคือมีอายุการอ่านเพียงเจ็ดขวบ ปัจจุบัน ประเทศที่โดดเด่นด้านการศึกษาคือฟินแลนด์ โดยเฉพาะคะแนนการอ่าน เลขและวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเขาสูงลิ่วติดหนึ่งในสามอันดับต้นเสมอ โดยมีคู่แข่งสูสีคือจีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ (ของบ้านเราทิ้งห่างประเทศเด่นๆ ในเอเชียลิบลิ่วเช่นกัน ดูสรุปคะแนน PISA 2009 (pdf)) น่าสนใจมากว่าดินแดนแห่งว้อดก้าและโนเกียเขาทำอย่างไร เด็กของเขาจึงฉลาด แต่ควรทราบว่าความเป็นอยู่ของคนประเทศนี้ดีติดอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน นักเรียนไทยน่าจะอิจฉานักเรียนฟินแลนด์มาก เพราะเรียนไม่หนัก ชั่วโมงเรียนต่อวันน้อยกว่าเด็กอเมริกา ดังนั้นย่อมน้อยกว่าเด็กไทย แถมการบ้านก็ไม่เยอะเท่า เด็กฟินแลนด์ทำการบ้านวันละชั่วโมงก็ถือว่าเป็นนักเรียนที่ประสบความสำเร็จ ฟินแลนด์ใส่ใจเรื่องครูมาก ครูฟินแลนด์ที่สอนวิชาต่างๆ จะอยู่กับเด็กตั้งแต่ชั้นป. 1 ถึง ป. 6 เพื่อให้ครูรู้จักเด็กและปรับวิธีการสอนให้เหมาะสม เด็กจะเรียนโรงเรียนเดิมจนถึง ม. 3 โดยไม่ต้องย้ายโรงเรียน ขณะที่บ้านเรามีข่าวซื้อขายใบประกาศนียบัตรวิชาชีพครู อาชีพครูในฟินแลนด์เป็นอาชีพดีและมีเกียรติ มีมาตรฐานสูง ใครๆ อยากเป็นครู (เพื่อนชาวไต้หวันเคยบอกดอทว่าประเทศเขาเป็นอย่างนี้เช่นกัน ส่วนบ้านเราก็อย่างที่รู้ๆ กัน) คนเก่งๆ แข่งขันกันมาเป็นครู ปี 2008 มีผู้จบปริญญาตรี 1,258 คนมาสมัครเพื่อฝึกฝนเป็นครูระดับประถม มีเพียง 123 คนหรือ 9.8% ได้รับเลือกให้เข้ารับการฝึกฝนนาน 5 ปี เมื่อจบแล้วจะได้วุฒิปริญญาโท (ฟินแลนด์ไม่มีคณะครุศาสตร์ ครูทุกคนต้องผ่านกระบวนการฝึกนี้) ครูมีรายได้ $40,000 - $60,000 ต่อปี (1.2-1.8 ล้านบาท) ทำงานเพียงปีละ 190 วัน
หอสมุดแห่งชาติฟินแลนด์ กรุงเฮลซิงกิ ก่อตั้งปี ค.ศ. 1640 เป็นห้องสมุดเก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศ ประชาชนยืมหนังสือทั่วไปได้นาน 1 เดือน เด็กฟินแลนด์เข้าโรงเรียนตอนอายุ 7 ขวบ ในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อเด็กฟินแลนด์จบชั้นประถม ระบบการศึกษาจะแยกเด็กเก่งไปเข้าระบบหนึ่ง เด็กอ่อนไปอีกระบบหนึ่ง การปฏิรูประบบปี 1968 เปลี่ยนระบบการศึกษาเป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ ต่อมาในทศวรรษ 80 ฟินแลนด์ยกเลิกการแยกสายความถนัดของเด็กเป็นสายคณิตศาสตร์และภาษา ทั้งนี้เมื่อจบมัธยม 3 เด็กสามารถเลือกเรียนสายสามัญหรือสายอาชีพ ซึ่งเรียนต่อได้ถึงระดับมหาวิทยาลัย นักเรียนฟินแลนด์ไม่เครียดเรื่องการแข่งกันเข้ามหาวิทยาลัยเพราะไม่ได้แข่งขันอะไรมาก อีกทั้งมหาวิทยาลัยก็เรียนฟรี ไม่มีมหาวิทยาลัยที่พิเศษจนต้องแย่งกันเข้า ที่ปรึกษาคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติฟินแลนด์บอกว่า "ญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นสังคมที่แข่งขันสูง---ถ้าเราเรียนสู้คนแถวบ้านไม่ได้ พ่อแม่จะจ่ายเงินให้เราไปเรียนกวดวิชาตอนค่ำ ที่ฟินแลนด์ทุกคนจัดในระดับปานกลาง แต่เราอยากให้ปานกลางนั้นสูงมากๆ" เด็กฟินแลนด์ที่ได้คะแนนน้อยที่สุดยังทำได้ดีกว่าเด็กอ่อนจากประเทศต่างๆ ถึงร้อยละ 80 ดังนั้นเขายกระดับ "ปานกลาง" ของเขาได้สูงจริงๆ โดยเน้นการพัฒนาเด็กที่อ่อนให้ดีขึ้นเพื่อลดช่องว่างระหว่างเด็กเก่งกับเด็กอ่อน (โดยมีครูพิเศษในชั้นเรียนช่วยนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ) ฟินแลนด์ไม่เน้นการแข่งขันในการเรียนและมีการสอบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเชื่อว่าการแข่งขันจะเพิ่มช่องว่างระหว่างเด็กเก่งกับไม่เก่ง ไทม์ บอกด้วยว่าไทยพยายามปรับโมเดลของฟินแลนด์ไปใช้ แต่พอลูกเรียนไม่ดี พ่อแม่ก็จับเด็กไปกวดวิชาเพิ่ม ซึ่งเป็นเรื่องอยู่เหนือความคิดของคนฟินแลนด์ บทความถามว่าแล้วการทดลองนำระบบฟินแลนด์ไปใช้ในไทยจะได้ผลไหม คำตอบคือ "ไม่หรอก" ฟินแลนด์มีกฎเมื่อ 400 ปีก่อนสมัยศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศ ให้พระทดสอบการรู้หนังสือของคู่รักที่ต้องการแต่งงาน ผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ไบเบิลไม่ออกจะอดแต่งงาน ปัจจุบันรายการโทรทัศน์จากต่างประเทศไม่ใช้การพากย์ทับ แต่มีคำบรรยายภาษาฟินแลนด์ขึ้นมา ดังนั้นเด็กๆ จะได้อ่านหนังสือขณะดูโทรทัศน์ไปด้วย คนฟินแลนด์รักการอ่าน หนึ่งในของขวัญที่รัฐบาลให้เด็กแรกเกิดคือหนังสือภาพ (ดอทละอายเกินกว่าจะบอกได้ว่ารัฐบาลไทยเคยให้หนังสืออะไรสำหรับเด็กแรกเกิด) เขามีห้องสมุดในสรรพสินค้าและมีรถห้องสมุดเข้าไปในพื้นที่ห่างไกล ฟินแลนด์ใช้ภาษาที่มีแต่ตัวเองใช้เท่านั้นเหมือนบ้านเรา เขามีหนังสือแปลจากภาษาอังกฤษซึ่งกินเวลานานกว่าจะออกมาเหมือนบ้านเรา เด็กๆ หลายคนจึงอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเพราะรอฉบับแปลไม่ไหว ครูใหญ่ชื่อ Hannele Frantsi บอกว่า "เราไม่มีน้ำมันคือความร่ำรวยอย่างอื่น ความรู้คือสิ่งที่คนฟินแลนด์มี"
เห็น Sightseeing ในร้านหนังสือวันก่อน ชวนให้นึกถึงผู้เขียนรัฐวุฒิ ลาภเจริญทรัพย์ ดอทยังรออ่านเรื่องใหม่ของเขาที่ว่าจะเขียนนิยายเกี่ยวกับยุคจอมพล ป. อยู่เลยนะ (และอยากเห็น Sightseeing ฉบับแปลไทยด้วย) ข่าวล่าสุดที่พบคือมหาวิทยาลัยไวโอมิงเชิญเขาไปพำนักในฐานะนักเขียนรับเชิญของหลักสูตรปริญญาโทการเขียนในปีการศึกษา 2010 ซึ่งรัฐวุฒิจะสอนเชิงปฏิบัติเรื่องการเขียนนิยายให้นักศึกษา มีข่าวดีว่าเขามีลูกคนแรกในเดือนกันยายน 2010
การลอกเลียนงานเขียนยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ เดือนมีนาคมที่ผ่านมามีกระทู้ร้อนในพันทิพที่ไม่เกี่ยวกับเป็ด ทำให้พบว่านักเขียนนามปากกา ศิฬาร์ ลอกเลียนงานนักเขียนคนอื่น มีผลให้อมรินทร์เก็บหนังสือ ข้อมูลจากกระทู้นี้ทำให้คนเชื่อว่า ศิฬาร์คือคนเดียวกับ ทรรศิกา ที่เคยมีกรณีลอกเลียนงานเขียนกิ่งฉัตรมาก่อนจนแจ่มใสทำลายหนังสือของเธอ อ่านฉบับชาวบ้านในเว็บดรามา การปิดกั้นข่าวสารทำได้ยากขึ้นในปัจจุบัน คนที่อยากหลอกคนอื่นทำได้ยากขึ้น เราคงเห็นตัวอย่างเช่นนี้ปรากฏตามมาอีกเรื่อยๆ
เจฟฟรีย์ เอ็ม กรีน เขียนจดหมายถึง ไทมส์ลิเทอรารีซับพลีเมนต์ อธิบายว่าเขาขอให้สำนักพิมพ์พอร์โทเบลโลเอาชื่อตนออกจากเครดิตผู้แปลหนังสือ The Falafel King is Dead ของซารา ชิโล เนื่องจากสำนักพิมพ์เอาคนไม่รู้ภาษาฮีบรูมาแก้ไขงานแปลโดยไม่ปรึกษา ซึ่งผู้แก้ไขย่อมเทียบงานแปลกับต้นฉบับไม่ได้ ดังนั้นการมีเครดิตเป็นผู้แปลย่อมเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียง กรีนบอกว่าผู้เขียนเขียนด้วยสำเนียงคนโมร็อกโกที่ย้ายไปอยู่อิสราเอล เขาจึงแปลโดยใช้ภาษาอังกฤษที่ด้อยกว่ามาตรฐานเพื่อสะท้อนสำเนียงตัวละคร ซึ่งแม้แต่ตัวนักเขียนเองก็พอใจกับงานที่ออกมา น่าเสียดายที่สำนักพิมพ์เห็นว่าวิธีการของเขา "ไม่เวิร์ก" เหตุที่กรีนต้องเขียนจดหมายเพราะนักวิจารณ์ออกชื่อเขาในฐานะนักแปล และวิจารณ์เขาเรื่องการแปลสำเนียงตัวละคร ซึ่งเขาบอกว่าเขาไม่ได้ "แปล" อย่างนี้จริงๆ นักแปลอีกคนที่ขอให้สำนักพิมพ์ลงเครดิตด้วยนามแฝงคือ สตีเวน เมอร์เรย์ ผู้แปลหนังสือขายดีชุด The Girl with the Dragon Tattoo เมอร์เรย์แปลหนังสือ 3 เล่มในชุดนี้ภายใน 11 เดือน นับว่าแปลเร็วมากๆ สำหรับต้นฉบับ 2,700 หน้า เขาเล่าว่าเกิด "ความเข้าใจผิดในการสื่อสาร" กับสำนักพิมพ์ฉบับแปล ทำให้เขามีส่วนในการตรวจแก้ต้นฉบับเพียง 130 หน้า พอไม่แน่ใจว่าฉบับแปลจะออกมาอย่างไร เขาจึงขอให้สำนักพิมพ์ถอดชื่อเขาออกไป และใส่นามแฝงว่า เร็ก คีแลนด์ เมอร์เรย์บอกว่าฉบับของเขาน่าจะออกมาดีกว่า "มีสิ่งที่ไม่ตรงกับที่สตีกเขียน ก็ยังน่าติดตามอยู่ดี แต่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมอยากให้แก้" บ้านเรามีหนังสือแปลชื่อ ผู้หญิงร้าย ผู้ชายรัก เล่ม 2 ซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แปล มีแต่ชื่อผู้เรียบเรียงคือกาละแมร์ (ดอทเพิ่งเห็นปกหนังสือเมื่อวันก่อน รู้สึกแปลกใจมากเพราะได้ยินชื่อหนังสือนี้มาตั้งนาน คิดว่ากาละแมร์เขียนเองเสียอีก) นับว่าสำนักพิมพ์ใจป้ำที่บอกกันโต้งๆ ว่าเล่มนี้ใช้ผู้แปลผี แต่ทราบภายหลังว่าตอนออกเล่ม 1 สำนักพิมพ์วีเลิร์นใส่ชื่อกาละแมร์เป็นผู้แปลและเรียบเรียง ซึ่งเธอบอกในคำนำว่าไม่ได้แปลเอง หลังจากนั้นมีการเปิดเผยว่าผู้แปลคืออรทัย พันธพงศ์ ซึ่งเคยทำงานในกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ แต่การแปลที่ออกมา "ไม่ดีเท่าที่ควร" กองบรรณาธิการจึงช่วยกันขัดเกลาแต่งานก็ยัง "ไม่ดีเท่าที่ควร" จนสำนักพิมพ์ได้ยินว่ากาละแมร์อยากแปลเล่มนี้จึงติดต่อไปให้ปรับสำนวนและแก้ไขงานแปลจนออกมาเป็นสำนวนผู้ประพันธ์ "อย่างไม่มีผิดเพี้ยน" อ่านคำอธิบายจากสำนักพิมพ์วีเลิร์น ในความเห็น 79-84 และ 113-114 จาก www.pantip.com/cafe/library/topic/K7820934/K7820934.html ปัญหาการให้เครดิตไม่น่าจะเป็นเพราะ "หลายคนได้ลาออกจากบริษัทไปนานแล้ว" มิฉะนั้นแล้ว หนังสือเช่น Eugene Onegin จะไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน (พุชกิน) และผู้แปล (นาโบคอฟ) เพราะตายไปแล้วทั้งคู่ แต่น่าจะอยู่ที่สำนักพิมพ์ไม่ได้ให้ผู้แปลแปลโดยบอกแต่แรกว่าจะให้เป็นผู้แปลเงา และก่อนออกหนังสือก็ไม่ได้ตกลงกับผู้แปลที่เป็นอดีตพนักงานว่าจะให้เป็นผู้แปลเงา ดังนั้นเมื่อหนังสือออกมาจึงเสียความรู้สึก ผู้แปลอาจเสียความรู้สึกน้อยกว่าถ้าบอกว่าแปลโดยกองบรรณาธิการ (แต่คงเสียความรู้สึกอยู่ดี) แต่สำนักพิมพ์ย่อมไม่อยากใส่ชื่อคนแปลอื่นใดลงในหนังสือ เพราะจะทอนคุณค่าการตลาดของผู้เรียบเรียง ชวนให้สงสัยว่าเขาเรียบเรียงเยอะไหมนะหรือเรียบเรียงนิดเดียว ฯลฯ มีผลให้เอาคนดังมาโปรโมตได้ไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่แล้วหนังสือเหล่านี้มักทำสัญญาให้ผู้แปลเงาเก็บความลับและใส่ชื่อคนดังไปเลย สำหรับเล่มนี้ที่เรื่องแดงออกมาแล้ว ดอทแนะนำว่าทางแก้ปัญหาที่ดีคือบอกว่า แปล : อรทัย พันธพงศ์ "เริ่มจากที่แมร์ไปเรียนเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ และครูสอนภาษาอังกฤษของแมร์เป็นผู้หญิงและให้หนังสือเล่มหนึ่งมาคือ Why Men Love Bitches เราอ่านแล้วรู้สึกสนุกดี อยากให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ได้อ่านกัน และวันหนึ่งได้ไปพูดในรายการวิทยุทางดีเจยังบอกเลยว่าน่าจะเอาเรื่องนี้มาแปลให้เสร็จเร็วๆ ... มาแปลหนังสือตรงนี้แมร์ก็อยากทำงานให้หลากหลายมากขึ้น งานแปลต้องคิดคำที่คนอ่านอ่านแล้วโดนและอิน และเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงทันสมัยต้องมีศัพท์จี๊ดๆ มันก็ยากเหมือนกันที่เอาคำอะไรดีที่โดนและความหมายก็คงเดิม"
* Life : คีท ริชาร์ดส์ (เขียนร่วมกับเจมส์ ฟอกซ์) รอตั้งนานกว่าจะออกปกอ่อน ริชาร์ดส์เล่าชีวิตของเขาและวงโรลลิงสโตนส์ หลังปกมีลายมือเขาเขียนว่า "นี่คือชีวิต เชื่อไหมว่าผมไม่ได้ลืมอะไรเลย" ริชาร์ดส์บอกว่าเขาไม่ตายเร็วเหมือนนักดนตรีร็อกทั่วไปเพราะเขาใช้แต่ "โคเคนที่ดี-ที่ดีที่สุดและเฮโรอีนที่บริสุทธิ์ๆ ที่สุด" เรื่องเล่าอันน่าประทับใจตอนหนึ่งที่ไทม์ยกมาเล่าคือ ช่วงติดยาและต้องไปทัวร์ที่อเมริกา "ผมจะใส่หมวก ผมเอาเข็มมากลัดขนนกเล็กๆ ติดหมวก ดังนั้นจึงเป็นแค่เข็มกลัดหมวก" เมื่อไปถึงนครนิวยอร์ก เขาหากระบอกฉีดยาโดย "ผมไปร้านขายของเล่น FAO Schwarz ที่ฟิฟท์อเวนิวตรงข้ามโรงแรมพลาซา ถ้าขึ้นไปชั้นสามเราจะซื้อของเล่นชุดหมอกับพยาบาลได้ เป็นกล่องพลาสติกกล่องเล็กๆ มีตรากาชาด มีหลอดและกระบอกฉีดยาที่พอดีกับเข็มที่ผมเอามาด้วย ผมจะบอกว่า 'ผมจะเอาตุ๊กตาหมีสามตัว รถบังคับวิทยุ อ้อ เอาชุดหมอกับพยาบาลด้วยสองชุด!'" เป็นหนังสือดีที่สถาบันไหนๆ ก็ชมและยกให้เป็นหนึ่งในหนังสือดีที่สุดของปีที่แล้ว อ่านน้ำจิ้มต่างๆ แล้วทำให้อยากอ่านมากๆ เล่มนี้เอเชียบุ๊กส์ขาย 495 บาท ลด 20% เหลือ 396 บาท (คิโนะคุนิยะขาย 452 บาท) The Fry Chronicles : สตีเฟน ฟราย อัตชีวประวัติเล่มสองของนักแสดง/นักเขียน/ตลก/ผู้กำกับ ชาวอังกฤษ ใครรักใครชอบเขาก็คงอยากอ่าน นอกจากชอบฟรายแล้วดอทยังชอบฮิวจ์ ลอรีสุดๆ (หมอเฮาส์จากซีรีย์ House M.D.) ดังนั้นเล่มนี้จึงเหมือนอ่านหนึ่งได้ถึงสอง เพราะทั้งคู่ร่วมงานกันมานานมาก รูปภาพต่างๆ ในเล่มมีรูปลอรีสมัยหนุ่มๆ เต็มเลย น่ารักจริงๆ เล่มนี้ 450 บาท ลดแล้วเหลือ 360 บาทเท่านั้น (คิโนะคุนิยะยังไม่มีข้อมูลเล่มนี้ในเว็บ) Battle Hymn of the Tiger Mom : Amy Chua หนังสืออันเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างอื้อฉาวเมื่อแรกออกมา ผู้เขียนเป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีน เป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยล เธอเขียนเล่าเรื่องการเลี้ยงลูกของครอบครัวเชื้อสายจีน และยกตัวอย่างวิธีการของเธอเช่น บังคับให้ลูกต้องสอบได้ที่หนึ่งทุกวิชา ยกเว้นพละกับละคร ห้ามเล่นเครื่องดนตรีอื่นนอกจากเปียโนและไวโอลิน วอลล์สตรีตเจอร์นัลพิมพ์ตัวอย่างเนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้ Why Chinese Mothers are Superior เมื่อต้นปี มีคนเข้าไปอ่านกว่าหนึ่งล้านคน โอปราห์เชิญเธอมาออกรายการ บรรดาแม่ๆ ฝรั่งอ่านแล้วอุ๊ยตายว้ายกรี๊ด บอกว่ายายแม่ฝรั่ง-จีนคนนี้ช่างป่าเถื่อนซาดิสม์อะไรเช่นนี้ แต่คนไทยคงไม่ได้ตกใจอะไรนัก ถึงอย่างไรแม่ๆ น่าจะสนใจหนังสือเล่มนี้ ลองอ่านตัวอย่างจากวอลล์สตรีตก่อนก็ได้ว่าสนใจหรือไม่ ถ้าสนใจค่อยไปซื้อ ราคาเต็ม 550 บาทลดแล้วเหลือ 440 บาท (คิโนะมีแต่ปกแข็ง ขายแพงกว่านี้)
|