|
การตลาดแปลกแหวกแนวเช่นนี้สำนักพิมพ์ไม่ฉุกคิดบ้างหรือ หากนักอ่านจะหลงคิดว่า..หนังสือแย่มากถึงขนาดไร้ชื่อจนไม่อยากให้คนจดจำหรือเปล่า..
บทความในการ์เดียนเขียนโดยเอียน แมคอีวาน นักเขียนขวัญใจมหาชนแวดวงวรรณกรรมอังกฤษ เมื่อวันหนึ่งเขาได้รับหนังสือคลาสสิคฉบับตีพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์วินเทจชุดใหญ่ ซึ่งซ้ำกับหนังสือที่เขามีอยู่แล้ว แมคอีวานจึงชวนลูกชายขนหนังสือสามสิบกว่าเล่ม (รวมถึงหนังสือของเขาด้วย) ไปแจก ณ ใจกลางกรุงลอนดอน แมคอีวานเล่าว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เขาเข้าไปถามว่ารับหนังสือไหม ส่วนใหญ่จะขอดูชื่อหนังสือ ก่อนส่งเสียงพึมพำว่า 'อ่านแล้ว อ่านแล้ว เล่มนี้ก็อ่านแล้ว" และเลือกหนังสือไปในที่สุด มีบางคนขอมากกว่าหนึ่งเล่ม ขณะที่ผู้ชายเมื่อเจอเขาแจกหนังสือจะมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ สงสัยหรือไม่ก็ไม่สนใจนิยายเอาเสียเลย ถึงแม้เขาจะบอกว่าไม่ต้องเสียตังค์ เป็นการแจกฟรีช่วยอ่านกันหน่อย ทุกคนต่างปฏิเสธเสียงแข็ง ส่ายหน้าพร้อมบอกว่าไม่เอาดีกว่า มีชายเพียงคนเดียวที่สนใจในหนังสือที่แจก แมคอีวานได้ข้อคิดว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม จากศตวรรษสิบแปดจนถึงปัจจุบัน ในทางจิตวิทยาแล้วผู้หญิงมีความเข้าใจลึกซึ้งในด้านอารมณ์มากกว่าผู้ชาย เขาทิ้งท้ายอย่างน่าคิดว่า ถ้าผู้หญิงหยุดอ่านเมื่อไร โลกของนวนิยายคงสูญสิ้น
โอปราห์ไม่เคยได้กำไรจากการชวนคุยหนังสือเล่มใด นอกจากประโยชน์ที่ชวนให้คนหันมาอ่านหนังสือมากขึ้น แม้เธอรู้ดีว่าเธอมีอิทธิพลการชักชวนผู้คน และมีอำนาจเปลี่ยนแปลงยอดขายในตลาดหนังสือได้ การอ่านนิยายคลาสสิคเพียงอย่างเดียวทำให้โอปราห์ละเลยหนังสือสมัยใหม่จำนวนมากที่น่าสนใจน่าอ่านและให้ความรู้ ซึ่งควรอย่างยิ่งในการแนะนำแก่คนอื่นต่อไป ด้วยเหตุนี้เธอจึงหันมาเลือกหนังสือเล่มแรกเป็นสารคดี A Million Little Pieces เป็นหนังสือติดอันดับขายดีของ James Frey ว่าด้วยบทบันทึกตอนที่เขาไปรักษาอาการติดยาและติดเหล้าที่ศูนย์บำบัด สุดท้ายเป็นบรรดาสำนักพิมพ์ที่ยิ้มกริ่มกับข่าวนี้ ทันทีที่โอปราห์เลือกหนังสือใหม่ A Million Little Pieces ก็ขายได้ 85,000 เล่มภายใน 4 วัน
ทีมงานนิตยสารบอกไว้ในเว็บไซต์ว่า "จะต่างจากหนังสือมิติที่ 4 โนวา โลกวิทย์ฯ ตรงที่คราวนี้ หนังสือจะลงแต่นิยาย ทั้งเรื่องสั้น เรื่องยาว และ การ์ตูน ให้อ่านอย่างจุใจ จะไม่มีสารคดีวิทยาศาสตร์ หรือเรื่องลึกลับ ไม่มีข่าวการค้นพบหรือการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ แต่จะมีข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับโลกวรรณกรรมประเภทนิยายวิทยาศาสตร์ในระดับสากล ว่าใครกำลังเขียนเรื่องอะไร จะวางจำหน่ายเมื่อไร เรื่องย่อๆ มีว่าอย่างไร ทำนองนี้ให้ได้อ่านกัน " ผู้สนใจไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ amzum.com ในเว็บไซต์ยังไม่ลงข้อมูลราคาจำหน่าย แต่ราคาสมาชิกอยู่ที่ปีละ 960 บาท (จึงเดาว่าน่าจะตกเล่มละอย่างต่ำ 80 บาท) ผู้สมัครสมาชิก 500 คนแรกจะได้รับส่วนลด 25%
ในอเมริกา ร้านหนังสือไม่ค่อยพิมพ์หนังสือขายเอง และสำนักพิมพ์จะไม่ขายหนังสือเอง อาจเห็นเป็นมารยาทอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจด้วยกัน แต่แนวคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อร้านหนังสือหันมาพิมพ์ขายเองบ้าง และสำนักพิมพ์เริ่มขายตรงผ่านเว็บไซต์ของตนเองอย่างเงียบเชียบ ไซมอนชูสเตอร์เริ่มขายหนังสือผ่านเว็บ simonsays.com ในเดือนที่แล้ว แรนดอมเฮาส์ขายผ่าน randomhouse.com ในตอนนี้สำนักพิมพ์ขายเต็มราคาโดยไม่มีส่วนลดให้ ซึ่งกรณีหนังสือใหม่/ขายดี หากไปซื้อที่ร้านหนังสือจะได้ราคาถูกกว่า ยังไม่ต้องนับอเมซอนที่ลดราคาได้มากถึง 34% แต่ใครจะรู้เล่าว่าวันข้างหน้า สำนักพิมพ์อาจจะเสนอส่วนลดและโปรโมชั่นอื่นด้วยก็ได้ ส่วนบ้านเรานั้น สำนักพิมพ์ขายผ่านเว็บมานานแล้ว โดยให้ส่วนลด 10-15% ไม่นับการจัดงานลดราคาหนังสือต่างๆ ที่อาจเสนอส่วนลดมากกว่านั้น
* 6 ตุลาคม 12.00-21.00 น., 7-16 ตุลาคม 10.00-21.00 น. ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (ไปอย่างไร | แผนที่ศูนย์สิริกิติ์)
* โปรแกรมน่าสนใจ (กิจกรรมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)
ได้มีการดำเนินการหลายอย่างไปแล้วเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เช่นปรับสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยเสียใหม่ จากสถิติเดิมอ่านปีละ 3 นาที (ปี 2544) ได้เปลี่ยนเป็นปีละ 580.35 ชั่วโมง (ปี 2548) เห็นข้อมูลแล้วอดร้อง โอ้ ว้าว ไม่ได้ เพราะเพียงสี่ปีผ่านไป คนไทยเราอ่านหนังสือมากกว่าคนอเมริกาถึง 5.3 เท่า (ประชากรเขาอ่านหนังสือแค่เฉลี่ยปีละ 109 ชั่วโมงเท่านั้นในปี 2544 เทียบกับบ้านเราตอนนี้แล้วเรียกว่ากระจอกจริงๆ) เพียงข้อมูลสถิตินี้ก็เชื่อขนมกินได้ว่า เราจะได้เป็นมหาอำนาจทางศูนย์กลางการอ่านหนังสือระดับโลกแน่ๆ ไม่ต้องสงสัยเลย เท่านั้นยังไม่พอ ดังที่ได้ทำนายไว้ว่าจะมีห้องสมุดเกิดพรวดดังดอกเห็ด ตอนนี้ทางกรุงเทพมหานครวางแผนว่าจะเปิดห้องสมุดประชาชนเพิ่มเติม ปัจจุบันมีห้องสมุดประชาชน 23 แห่ง ในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 4 แห่ง กทม. มีโครงการจะเปิดห้องสมุดให้ครบ 50 แห่งภายในปี 2550 เพื่อให้ครบทุกเขต ใครได้อ่านข่าวนี้จากหนังสือพิมพ์คงได้เห็นภาพว่าห้องสมุดโฉมใหม่จะมีหน้าตาทันสมัยดูดีมาก นอกจากนั้นยังมี บ้านหนังสือ ซึ่งเอาตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้มาต่อกันเป็นห้องสมุดขนาดเล็ก ปัจจุบันมีบ้านหนังสือ 23 แห่ง ซึ่งจะเปิดเพิ่มให้ครบ 50 แห่งในปีนี้ บางคนอาจตั้งคำถามว่า ในชีวิตเราเคยเข้าห้องสมุดประชาชนบ้างไหมนะ ซึ่งกทม. ตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้ใช้บริการเป็นประจำไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรในชุมชน ลองมาดูกันว่าสถิติห้องสมุดประชาชนเป็นอย่างไร สถิติปี 2541-2542, สถิติปี 2546 จะมีการกระตุ้นโครงการนี้ในงานหนังสือครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้บ้านเราน่าจะได้เปรียบเพราะเรามีงานมหกรรมลดราคาหนังสือแห่งชาติถึงปีละ 2 ครั้ง ซึ่งไฮไลต์ของงานอยู่ที่การลดราคาหนังสือ ข้อมูลนี้แสดงว่าคนไทยรักส่วนลดราคาหนังสือมากเพียงใด และสะท้อนธุรกิจหนังสือและวัฒนธรรมการซื้อหนังสือได้ดียิ่ง ข่าวมติชนเล่าว่า ทางสมาคมฯ จะส่งรายชื่อกรุงเทพเข้าชิงตำแหน่งนี้ในเดือนมีนาคม ปีหน้า และจะทราบผลราวเดือนกรกฎาคม ทางสมาคมเผยแพร่แนวคิดนี้กับประชาชน โดยรณรงค์ให้คนไทยช่วยกัน "ก่ออิฐ ถือปูน" ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองหนังสือโลก ปกติเวลาคนเรามีอะไรแล้ว เรามักไม่ดิ้นรนอยากได้ตำแหน่งมาประดับ เช่นเจ้าหน้าที่เมืองปารีสคงไม่รณรงค์ให้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแฟชั่นของโลก ดังนั้นการรณรงค์จึงเป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เรายังเป็นไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น ความอยากเป็นเมืองหนังสือก็ยังเรียกว่าดีและเข้าท่ากว่าการเป็นเมืองแฟชั่นของโลก เป็นเมืองที่ความภาคภูมิใจอยู่ที่ศูนย์การค้าใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ฯลฯ ทรัพยากรและความคิดทั้งหลายที่ระดมลงไป แม้จะหวังผลระยะสั้นก็อาจเรียกได้ว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ความพยายามในการก่ออิฐถือปูนคงไม่สิ้นสุดลงแค่นี้ หากเราได้ตำแหน่งเมืองหนังสือมาครองไว้จริงๆ
ในห้องสมุดมีอินเทอร์เน็ตไร้สายให้ผู้ใช้บริการนำโน้ตบุ๊กเข้ามาใช้ได้ และมีคอมพิวเตอร์ตั้งไว้ทั่วไปให้คนค้นหาหนังสือและข้อมูล ในห้องสมุดมีโซฟาเรียงรายตามผนังกระจกแก้วที่มองออกไปเห็นสวนสวย และชั้นบนๆ ยังให้เห็นวิวของตัวเมือง ผู้อยากยืมหนังสือเพียงแค่แสดงบัตรประจำตัว ก็จะได้เป็นสมาชิกห้องสมุดฟรี สำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานที่นั่นสามารถสมัครสมาชิกโดยจ่ายค่าบำรุงรายปีเพียงแค่ $6.25 (หรือบางกอกโพสต์ตีว่าประมาณ 257 บาทเท่านั้น) บวกกับจ่ายค่าสมัครสมาชิกในราคาเดียวกัน ทำเลของห้องสมุดอยู่ใจกลางของแหล่งศิลปะ วัฒนธรรม และบันเทิง ตรงกันข้ามห้องสมุดเป็นศูนย์การค้ายอดนิยมของวัยรุ่น ห้องสมุดสิงคโปร์พยายามดึงดูดวัยรุ่นโดยไปเปิดในศูนย์การค้าหรือแหล่งชุมนุมวัยรุ่น ซึ่งข่าวนี้บอกว่าสิงคโปร์ประสบความสำเร็จมากที่ทำให้ห้องสมุดน่าสนใจสำหรับวัยรุ่นแบบแข่งขันได้กับศูนย์การค้า สถิติจากกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์บอกว่าผู้ใช้บริการหน้าใหม่ของห้องสมุดใหม่ในปี 2003-2004 เป็นคนกลุ่มอายุ 7-19 ปีถึง 46% ข่าวนี้บอกด้วยว่านักเรียนสิงคโปร์เก่งด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่สุดประเทศหนึ่งในโลก กรรมการห้องสมุดฯ กล่าวถึงแผนการในอีกห้าปีข้างหน้าว่า "ความจำเป็นที่สิงคโปร์ต้องมีการเรียนรู้ให้มากขึ้น ได้เร่งรัดขึ้นมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เราไม่อาจแข่งขันทางราคากับประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียที่มีตั้งราคาถูกกว่าได้ เราจะต้องแข่งขันในทักษะและความรู้ และเสนอกิจกรรมที่มีคุณค่าสูงขึ้นไป" ได้อ่านแล้วทำให้น้ำตาแทบไหล ด้วยอยากให้บ้านเราได้คิดเช่นนี้บ้าง ได้แต่นึกอิจฉาคนสิงคโปร์จริงๆ ระหว่างนี้ไปดูรูปห้องสมุดเขาให้น้ำลายหกเล่นกันได้ รูปวันเปิดห้องสมุด (กดที่แต่ละรูปได้ เพื่อเห็นรูปขนาดใหญ่ขึ้น) สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีประชากร 4.4 ล้านคน มีห้องสมุดชุมชน 18 แห่ง ซึ่ง 9 แห่งอยู่ในศูนย์การค้า มีห้องสมุดเยาวชนชุมชน 18 แห่ง และห้องสมุดท้องที่ 3 แห่ง ในปี 2546 มีผู้เข้าชมห้องสมุดรวม 31.2 ล้านคน
ดอทไม่ค่อยติดตามอ่านคอลัมน์เส้นทางนักเขียนนัก เนื่องจากอ่านครั้งแรกแล้วเห็นว่าเป็นการแปลบทความต่างประเทศมาทั้งหมด โดยไม่ได้บอกว่าแปลมาจากไหน ครั้งนี้เห็นหัวข้อเกี่ยวกับโลลิต้าจึงลองอ่านดู 50 ปี โลลิตา : มนต์เสน่ห์ยังไม่คลาย โดย ลำน้ำ แปลจากบทความ Forever young: How 'Lolita' has lasted ของ สเตซี ชิฟ ผู้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากหนังสือชีวประวัติของภรรยานาโบคอฟเรื่อง Vera ในคราวนี้คุณลำน้ำได้หาข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบบทความหลักด้วย สิ่งสร้างความตกใจคือการแปลเนื้อความส่วนหนึ่งของหนังสือ ซึ่งเป็นส่วนที่น่าจะหลอน/สร้างความช็อค แก่ผู้อ่านโลลิต้าส่วนใหญ่ บทความนี้แปล "intercourse three times that very morning" ว่า "ขืนใจวันละสามรอบทุกๆ เช้า" การแปล very เป็น every อาจเกิดจากมองพลาดได้ แต่การแปลคำว่า intercourse เป็นคำว่าขืนใจนั้น ดอทเดาว่าผู้แปลไม่ได้อ่านหนังสือโลลิต้า (มิเช่นนั้นคงไม่แปล very เป็น every ได้ ด้วยข้อความนี้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดเป็นครั้งแรก) และสงสัยว่าหากไม่ได้อ่านหนังสือ เหตุใดจึงแปล intercourse (การมีเพศสัมพันธ์) ว่าเป็นการข่มขืน ผู้แปลทราบได้อย่างไร หรือว่าคาดเดาไปเอง หรือหากจะตีความว่าเป็นการขืนใจ เพราะทางกฎหมายมองว่าการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงย่อมเป็นการละเมิดทางเพศ ก็ควรหมายเหตุกำกับว่าแปลมาเช่นนี้เพราะตีความอย่างนี้ เพราะอย่างนี้หรือไม่ โลลิต้าสำหรับคนไทยจึงมีค่าเพียงแค่เรื่องเซ็กส์สกปรกของชายแก่หื่นกับเด็กหญิงเท่านั้น ไม่เหลือความงดงามในภาษาและวรรณกรรมของผู้เขียนแม้แต่น้อย (ป่านนี้บางคนคงเข้าใจไปแล้วว่าโลลิต้าถูกขืนใจทุกเช้า เช้าละสามรอบ) ถึงอย่างไร คอลัมน์นี้แนะนำนักเขียนต่างชาติหลากหลาย หากบอกด้วยว่าแปลมาจากที่ใดก็น่าจะดีกว่านี้
มิรเรอร์ เข้าใจหัวอกคนอ่านหนังสือว่าเราไม่มีวันอ่านหนังสือชื่อดังหลายเล่มได้ และได้สรุปรวมความอย่างสั้นเอาไว้ให้เรา ตัวอย่างเช่น ไบเบิล, รหัสลับดาวินชี่ และ ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ดังแสดงต่อไปนี้ เมื่อฮ็อบบิทผู้รักการท่องเที่ยวนาม บิลโบ แบ็กกินส์ ประกาศฉลองวันเกิดครบรอบร้อยสิบเอ็ดปี ไม่มีใครคาดว่าบิลโบจะใส่แหวนเวทมนตร์และหายตัวไปตลอดกาล
ตลาดหนังสือมือสองในอเมริกากำลังมาแรงมากๆ พับลิชเชอร์สวีคลี่ บอกว่าอาจเป็นธุรกิจหนังสือที่โตเร็วที่สุดประเภทหนึ่งในปีนี้ ตลาดหนังสือมือสองในปีที่แล้วมียอดรวม 2.2 พันล้านเหรียญ (เป็นตำราเรียนมือสอง 1.6 ล้านเหรียญ และหนังสือประเภทอื่น 589 ล้านเหรียญ) หรือคิดเป็นจำนวนเล่มแล้วขายได้ 111.2 ล้านเล่ม (เป็นตำรามือสอง 38.6 ล้านเล่ม และหนังสืออื่นๆ 72.6 ล้านเล่ม) ยอดขายนี้เพิ่มจากปีก่อนหน้านั้น 11.1% จะเห็นได้ว่าตำราเรียนนั้นแพงมาก ตกเล่มละ 4-5 พันได้ นักศึกษาไม่น้อยจึงนิยมซื้อหนังสือมือสอง ดังนั้นแม้จำนวนตำราที่ขายได้จะมีน้อยกว่าหนังสือประเภทอื่น แต่คิดเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับธุรกิจนี้ พับลิชเชอร์สวีคลี่ รายงานด้วยว่าการซื้อหนังสือมือสองทางเน็ตนั้นเพิ่มขึ้นถึง 33% ในปีที่แล้ว กลุ่มศึกษาธุรกิจหนังสือคาดว่าหนังสือมือสองจะขายดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าหลายคนยอมจะคอยไม่กี่อาทิตย์ก็สามารถได้หนังสือมือสองในราคาถูกลง เว็บหนังสือมือสองดังๆ ของต่างประเทศคือ Alibris, Abebooks, Amazon, Biblio, eBay, Powells
ภาพแรก Fyodor Dostoyevsky ฝีมือของ Farel Dalrymple ส่วนภาพกลางฝีมือของ Jose Garibaldi วาดลายเส้นกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ส่วนภาพสุดท้าย จากปลายพู่กันของ Jason เป็นภาพนักเขียนชื่อดัง ให้ทายสิว่าหน้าตาเหมือนใคร *ชวนดูเฉลยหน้านี้
* รูปหนังสือปกแดงที่เห็นคือผลงานรวมเล่มใหม่ล่าสุดของ คริส แวร์ ชื่อ The Acme Novelty Library ที่เพิ่งวางแผงปลายเดือนที่ผ่านมา * อาร์ต สปีเกิลมาน จะเริ่มเขียนการ์ตูนชุดใหม่ชื่อ "Portrait of the Artist as a Young %@?*!" ลงใน เวอร์จิเนียควอเตอร์ลี รีวิว สปีเกิลมานจะออกหนังสือ Meta Maus ในปีหน้าเป็นฉบับครบรอบ 20 ปีของ Maus และจะออกหนังสือ Breakdowns ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติมประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า * เก็บรายชื่อหนังสือหนังสือของคุณในฐานข้อมูลแบบห้องสมุดที่ Library Thing * Turning the Pages โปรแกรมเปิดโลกหนังสือออนไลน์จากบริติชไลบรารี่ ชวนดูภาพวาดและลายมือต้นฉบับหนังสือ อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ของ Lewis Carroll *หนังสือเล่มโปรดของเราสอง The Third Policeman โดย Flann O'Brien กำลังถูกดัดแปลงให้เป็นพล็อตสำคัญในละครชุดทางโทรทัศน์เรื่อง Lost ปีสาม * วันที่ 30 กันยายนเป็นวันเปิดตัวหนัง MirrorMask ที่สร้างจากเรื่องของนีล เกแมน และหนัง Serenity ของ จอส วีดอน ผู้สร้าง Buffy the Vampire Slayer (เกแมนบอกว่าวันนั้นเป็นวัน National Geek Day) Serenity สร้างจากซีรีย์ทีวีชุด Firefly ที่ดีมากๆ แต่ถูกถอดกลางคัน หนังเรื่องนี้ใช้ผู้แสดงชุดเดิม นิตยสาร ไทม์ สัมภาษณ์ทั้งคู่ (ชมตัวอย่างหนัง MirrorMask | Serenity) * หนังอีกเรื่องที่เปิดฉายวันที่ 30 กันยายนคือ The History of Violence สร้างจากกราฟิกโนเวลของ จอห์น วากนอร์ และ วินซ์ ล็อก กำกับโดย เดวิด โครเนนเบิร์ก แสดงนำโดย วิกโก มอร์เตนเซน * Prospect ค้นหา 100 public intellectuals พร้อมชวนโหวต เห็นรายชื่อนักเขียนของโลกอยู่สิบกว่าราย * Buy.com ประกาศสงครามราคากับร้านอเมซอน โดยเสนอขายหนังสือในราคาถูกกว่าอเมซอน 10% พับลิชเชอร์สวีคลี่ บอกว่าสามปีก่อน บายดอทคอมก็ใช้โปรโมชั่นนี้ แต่อย่างไรก็ทำยอดขายสู้อเมซอนไม่ได้อยู่นั่นเอง * เอเชียบุ๊กส์ประกวดออกแบบถุงหนังสือ (อ่านเพิ่มเติมจากเดอะเนชั่น) | กระเป๋าคีย์บอร์ด | กระเป๋าแนวคิดหนังสือ * รู้จักนักเขียนชื่อโจนาธาน ตอนแรกของการทำความรู้จักนักเขียนรุ่นใหม่คนดังชื่อโจนาธาน 4 คน ในปีนี้ Jonathan Lethem ได้รางวัลอัจฉริยะจากมูลนิธิแม็คอาเธอร์ ใครๆ ก็อยากได้รางวัลนี้เพราะมีเงินให้เปล่าติดต่อกัน 5 ปี ปีละประมาณ 4 ล้านบาท * โอเปร่าเรื่องเจ้าชายน้อยจะเปิดแสดงในนิวยอร์กเดือนหน้า * สเตรนเจอร์รีวิวหนังสือ Until I Find You ของเออร์วิงแบบเสียเลย ดูได้จากชื่อบทรีวิว 820 Pages on John Irvings Penis And Other Horrors * รางวัลควิลครั้งแรกจะประกาศผลเดือนนี้แล้ว
* Paiboon still wants control : Says goal is to increase Post, Matichon stakes -- บางกอกโพสต์, 24 กันยายน
|